หลังจากที่หัวเว่ยได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการหูฟัง Open-ear ด้วย FreeClip รุ่นแรกไปเมื่อปีก่อน ปีนี้พวกเขากลับมาอีกครั้งกับ HUAWEI FreeClip 2 ที่ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาพร้อมกับการยกระดับสเปกภายในแบบยกเครื่อง โดยเฉพาะการดึง "เจฟ ซาเตอร์" แฟชั่นไอคอนตัวพ่อมาร่วมถ่ายทอดความเป็น Gadget ที่เป็นมากกว่าหูฟัง
วันนี้จะพาไปดูกันว่า หูฟังทรง C-Bridge รุ่นที่ 2 นี้ มีดีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้ดีไซน์ที่สวยงามนี้บ้าง
ดีไซน์ Airy C-Bridge วิศวกรรมแห่งความเบา 5.1 กรัม
หลายคนอาจมองว่าหน้าตาดูคล้ายรุ่นเดิม แต่ในรายละเอียดทางวิศวกรรมนั้น HUAWEI FreeClip 2 ได้รับการ Redesign ใหม่ในจุดที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "ความสบาย"
น้ำหนักที่หายไป
หัวเว่ยรีดน้ำหนักลงเหลือเพียง 5.1 กรัมต่อข้าง เบาจนแทบจะเรียกว่า "ไร้น้ำหนัก" เมื่อหนีบอยู่ที่หู
นุ่มขึ้น 25%: ก้านเชื่อม C-Bridge (Airy C-Bridge) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวหนีบ ใช้วัสดุโลหะผสมจำรูป (Ni-Ti Shape Memory Alloy) หุ้มด้วยซิลิโคนเกรดเป็นมิตรต่อผิวหนัง ซึ่งรุ่นนี้ปรับจูนให้มีความนุ่มขึ้นถึง 25% แก้ Pain Point เรื่องการบีบหูในคนที่มีใบหูหนา
Acoustic Ball & Comfort Bean การออกแบบยังคงแยกส่วนตัวปล่อยเสียง (Ball) และส่วนถ่วงน้ำหนักหลังหู (Bean) อย่างชัดเจน ภายใต้แนวคิด "Never Feel, Never Fall" คือใส่แล้วไม่รู้สึก แต่สะบัดหัวแรงแค่ไหนก็ไม่หลุด เหมาะมากสำหรับการใส่ออกกำลังกาย หรือใส่เป็นเครื่องประดับแฟชั่น
ตัวเคสชาร์จ ถูกปรับปรุงให้พกพาง่ายขึ้น โดยลดความกว้างลง 17% และเบาลง 14% ผิวสัมผัสเคลือบสารกันรอยเปื้อนที่ผ่านการทดสอบความทนทานถึง 18 รายการ
คุณภาพเสียง ให้เบสลูกใหญ่ขึ้น 100% ด้วย Dual Magnetic Driver
จุดอ่อนของ Open-ear คือเสียงเบสที่มักจะหายไปกับลม แต่ HUAWEI FreeClip 2 แก้เกมด้วยฮาร์ดแวร์ชุดใหม่
Dual Magnetic Circuit Diaphragm เป็นการใช้ไดรเวอร์แบบแม่เหล็กคู่ ซึ่งช่วยเพิ่มแรงขับอากาศในย่านความถี่ต่ำได้ดีขึ้นถึง 100% (เทียบกับรุ่นก่อน) ผลลัพธ์คือเสียงเบสที่ลงได้ลึกและมีความเป็นธรรมชาติ ไม่บวมเบลอ
Sound Leakage Reduction เรื่องเสียงลอดเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหูฟังแบบเปิด รุ่นนี้ใช้ระบบ Reverse Sound Waves ภายใน Acoustic Ball ช่วยหักล้างเสียงที่จะลอดออกมาภายนอก ทำให้เรายังมีความส่วนตัวแม้จะฟังเพลงในลิฟต์หรือที่เงียบๆ
ขุมพลัง AI NPU ใหม่ ฉลาดขึ้น 10 เท่า!
นี่คือไฮไลท์ของสาย Tech ครับ หัวเว่ยใส่หน่วยประมวลผล AI NPU ตัวใหม่เข้ามา ซึ่งมีพลังการประมวลผลสูงถึง 51.2 GOPS (Giga Operations Per Second)
ความแรงนี้เอามาทำอะไร?
AI Noise Cancellation (การโทร) : ชิปตัวนี้ทำงานร่วมกับไมโครโฟน 3 ตัว (2 ไมค์รับเสียง + 1 VPU จับการสั่นสะเทือนกระดูก) ตัดเสียงรบกวนได้แม่นยำกว่าเดิม โดยใช้อัลกอริทึม Deep Neural Network แบบหลายช่องทาง แยกเสียงคนพูดออกจากเสียงลมหรือเสียงรถไฟฟ้าได้เด็ดขาด
Adaptive Volume : ปรับระดับเสียงเพลงอัตโนมัติตามความดังของสภาพแวดล้อม แบบ Real-time
ความเร็ว : ประมวลผลเร็วกว่าเดิม 10 เท่า และโมเดลอัลกอริทึมละเอียดขึ้น 9 เท่า ทำให้ไม่มีอาการดีเลย์ของการตัดเสียง
การควบคุมใช้งานจริงแบบ Pro-User
Auto L/R Recognition : ไม่ต้องดูว่าข้างไหน L หรือ R หยิบใส่ได้เลย เดี๋ยวเซนเซอร์สลับช่องเสียงให้เอง
Head Gestures : มือไม่ว่าง? แค่ "พยักหน้า" เพื่อรับสาย หรือ "ส่ายหน้า" เพื่อวางสาย ได้ทันที
แตะ 2 ครั้ง : เล่น/หยุดเสียงชั่วคราว หรือรับสาย/วางสาย แตะ 3 ครั้ง : เล่นเพลงถัดไป
IP57 : กันฝุ่นและกันน้ำลึก 1 เมตร ได้ 30 นาที ใส่วิ่งตากฝนได้สบาย
แบตเตอรี่สุดทนทาน
มาราธอน 38 ชั่วโมง : หูฟังเพียวๆ ใช้งานได้นาน 8-9 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับความดัง) และเมื่อรวมกับเคสชาร์จจะอยู่ได้ยาวนานถึง 38 ชั่วโมง
HUAWEI SuperCharge : ถ้าแบตหมดจริงๆ เสียบชาร์จแค่ 10 นาที ฟังต่อได้ถึง 3 ชั่วโมง รองรับทั้ง USB-C และ Wireless Charging
สรุป: HUAWEI FreeClip 2 เหมาะกับใคร?
ถ้าคุณมองหาหูฟังที่ใส่แล้ว "จบ" ในคู่เดียว คือใส่ออกกำลังกายได้ ใส่ทำงานประชุมได้ และใส่เดินห้างเป็นแฟชั่นไอเท็มได้โดยไม่ต้องถอดเข้าถอดออก HUAWEI FreeClip 2 คือคำตอบที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ ด้วยน้ำหนักที่เบาลงและสเปกเสียงที่อุดรอยรั่วของ Open-ear ได้เกือบหมด
ราคาและการวางจำหน่าย
HUAWEI FreeClip 2 มีให้เลือก 4 สี (ฟ้า, ขาว, ดำ, โรสโกลด์) เริ่มเปิด Pre-order 25 - 29 มกราคม 2569
โปรโมชั่นช่วงพรีออเดอร์ (คุ้มมาก!)
รับประกัน HUAWEI Loss Care (หาย 1 ข้าง ซื้อใหม่ลด 50% ภายใน 1 ปี) มูลค่า 499 บาท
รับฟรี Star Style Accessories เครื่องประดับตกแต่งหูฟัง มูลค่า 699 บาท รวมมูลค่าของแถม 1,198 บาท
ใครสนใจสามารถไปลองสัมผัสความเบาได้ที่ HUAWEI Experience Store หรือกดจองผ่านช่องทางออนไลน์ HUAWEI Store, Lazada, Shopee และ TikTok Shop ครับ
Article By : โลกไอทีวันนี้



























