วันนี้เราจะพาไปชมภาพ Teardown จากช่อง WekiHome เพื่อดูฮาร์ดแวร์ "ภายใน" ของ vivo X300 Ultra กันแบบชัดๆ ว่ารุ่นที่เคลมว่าเป็นกล้อง Mirrorless ในร่างมือถือนั้น ซ่อนอะไรไว้ภายในบ้าง!
งานประกอบภายในมีการซีลกันน้ำและกันฝุ่นด้วยกาวและโฟมอย่างแน่นหนาในทุกจุดสำคัญ รวมถึงไมโครโฟนและพอร์ตต่างๆ ทำให้ตัวเครื่องผ่านมาตรฐานระดับ IP68 และ IP69
📷 สเปคกล้องสุดโหด... เลนส์ระดับมืออาชีพ
กล้องหลังทั้ง 3 ตัวเคลือบด้วยเลนส์ Zeiss T* มาพร้อมเซนเซอร์รับภาพสี "Blueprint" (12-channel multi-spectral) ช่วยให้เก็บรายละเอียดของแสงและสีได้แม่นยำและสมจริงขึ้น
การจัดวางโมดูลกล้องด้านหลังกินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเมนบอร์ด โดยสเปคเลนส์แต่ละตัวมีรายละเอียดเชิงลึกดังนี้
• กล้องหลัก อัปเกรดเซนเซอร์ความละเอียด 200MP ขนาดใหญ่ถึง 1/1.12 นิ้ว (SYLYT901)
รองรับการถ่ายวิดีโอสเปคสูงลิ่วที่ 4K 120fps แบบ Log และสามารถตั้งค่า 3D LUT ได้อิสระ นอกจากนี้ยังมีโหมด "Film Look" และ "Film Style" ที่ให้โทนสี อัตราส่วนภาพ และ Motion Blur อารมณ์เหมือนถ่ายด้วยกล้องถ่ายหนังจริงๆ
• กล้องอัลตร้าไวด์ (Ultrawide) เซนเซอร์ Sony LYTIA-818 ความละเอียด 50MP ขนาด 1/1.28 นิ้ว (OIS + Zeiss T*)
• กล้องซูม Periscope ตัวเทพ ใช้เซนเซอร์ Samsung S5KHP0 ความละเอียดสูงถึง 200MP ขนาดเซนเซอร์ 1/1.4 นิ้ว ซึ่งจากภาพชิ้นส่วนจะเห็นเลยว่า โมดูลเลนส์ Periscope ของรุ่นนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า X200 Ultra อย่างชัดเจน (กว้าง 39.46mm / หนา 12.21mm) เพื่อรองรับระบบกันสั่น OIS ที่ทำงานได้ดีขึ้น
• เซนเซอร์สี (Blueprint Color Sensor) ความละเอียด 5MP แบบ 12-channel multi-spectral ช่วยดึงความแม่นยำของสีให้สมจริงระดับกล้องโปร
• กล้องหน้า เซนเซอร์ Samsung S5KJN5 ความละเอียด 50MP ขนาด 1/2.75 นิ้ว
และเมื่อแกะดูชิปบนเมนบอร์ด (แผง PCB แบบเลเยอร์) จะพบกับการจัดเต็มสเปคระดับท็อป
ชิปเซ็ตประมวลผลหลัก เป็นชิปเรือธงตัวแรง Snapdragon 8 Elite Gen 5 โดยหน่วยความจำใช้ RAM LPDDR5X และ ROM UFS 4.1 ซึ่งทั้งหมดเป็นชิปจากฝั่ง Samsung
ชิปประมวลผลภาพแยก รุ่นนี้มาพร้อมชิป vivo VS1+ ที่พัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อมาช่วยประมวลผลภาพถ่ายและวิดีโอระดับ 4K 120fps Log โดยเฉพาะ
ระบบเชื่อมต่อ ใช้ชิป Wi-Fi/Bluetooth คุณภาพสูงจาก Qualcomm (WCN7861) และชิปจัดการพลังงาน-ชาร์จไวที่อัดแน่นเต็มแผง
และเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (X200 Ultra) จะเห็นว่าการจัดวางภายในของ X300 Ultra มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อให้ใส่แบตเตอรี่ความจุใหญ่ขึ้นเป็น 6600 mAh ซึ่งใช้เทคโนโลยี Anode รุ่นที่ 4 ทำให้ได้ความจุมากขึ้นในขนาดที่กะทัดรัด (ความจุเพิ่มจากรุ่นก่อน 600 mAh) รองรับระบบชาร์จไว 100W สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลาเพียง 45 นาที และชาร์จไร้สาย โดยมีแผงขดลวดชาร์จไร้สายขนาดใหญ่ปิดทับอยู่เหนือแบตเตอรี่
ระบบระบายความร้อนใช้แผ่น VC (Vapor Chamber) วัสดุสเตนเลสสตีลขนาดเกือบ 5800 ตร.มม. ใหญ่กว่ารุ่นเดิม 14% และครอบคลุมจุดกำเนิดความร้อนได้มิดชิด
ใช้หน้าจอ 2K LTPO จาก BOE รีเฟรชเรต 144Hz สว่างสู้แดดได้สูงสุดถึง 3578 nits พร้อมระบบปรับลดแสงถนอมสายตา
ระบบสแกนนิ้วเปลี่ยนมาใช้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้จอแบบ Ultrasonic รุ่นใหม่ที่ทำงานได้แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ภาพรวมจากการแกะเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า vivo X300 Ultra เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงที่มีการออกแบบโครงสร้างภายในทำได้น่าทึ่งมาก สามารถใส่ฮาร์ดแวร์ระดับท็อป (กล้องใหญ่, แบตเตอรี่เยอะ, ลำโพงเสียงดี) ลงในพื้นที่จำกัดได้อย่างลงตัว ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่จบครบทั้งเรื่องถ่ายภาพระดับมืออาชีพและประสิทธิภาพการใช้งาน รุ่นนี้คือคำตอบครับ !
Source : WekiHome
Article By : โลกไอทีวันนี้



















