Starbucks สาขาเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ โดยยอดขายตกลงอย่างหนักและเกิดกระแสการประท้วงเป็นวงกว้าง หลังจากที่บริษัทได้ปล่อยแคมเปญการตลาดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการล้อเลียนและตอกย้ำบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของประเทศ
ล่าสุดจากการสืบสวนภายในพบว่าแคมเปญดังกล่าวเกิดจากการใช้ "AI" ช่วยคิด และความหละหลวมของระบบการตรวจทานงานภายในองค์กร
🟢 จุดเริ่มต้นของดราม่า "Tank Day"
ข้อพิพาทนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นวันครบรอบ "เหตุการณ์ลุกฮือที่ควังจู" (Gwangju Uprising) ในปี 1980 ที่รัฐบาลทหารในขณะนั้นได้ส่งกองทหารและ "รถถัง" เข้าปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโหดเหี้ยม จนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ และสูญหายจำนวนมาก (ตัวเลขทางการระบุว่ามีพลเรือนเสีย.... 165 คน สูญหาย 65 คน และเสีย....จากอาการบาดเจ็บในภายหลังอีก 376 คน แม้หลายฝ่ายจะเชื่อว่าตัวเลขจริงสูงกว่านี้มาก)
ทว่าในวันเดียวกัน ณ ปัจจุบัน Starbucks เกาหลีใต้กลับเปิดตัวแคมเปญโปรโมตแก้วทัมเบลอร์ขนาดใหญ่รุ่น "Tank" โดยประกาศให้วันที่ 18 พฤษภาคมเป็น "Tank Day" (วันรถถัง) ยิ่งไปกว่านั้น แคมเปญนี้ยังมาพร้อมกับสโลแกน “Thwack it on the table” (วางกระแทกโต๊ะดัง 'ทั่ก') ซึ่งทำให้ชาวเกาหลีใต้นึกถึงเหตุการณ์ปี 1987 ที่ตำรวจพยายามปกปิดการทรมานนักศึกษาที่ชื่อ พัคจงชอล จนเสีย.... โดยอ้างหน้าตาเฉยว่านักศึกษาคนดังกล่าวตกใจตายหลังจากที่ตำรวจ "ทุบโต๊ะเสียงดังทั่ก"
🟢 เบื้องลึกความผิดพลาด: "พึ่งพา AI" และ "ระบบอนุมัติที่หละหลวม"
จากการแถลงข่าวล่าสุดของ ชอนซังจิน (Jeon Sang-jin) ผู้บริหารระดับสูงของ Shinsegae Group (บริษัทแม่ของ E-Mart ที่ถือสิทธิ์บริหาร Starbucks ในเกาหลีใต้) ได้เปิดเผยผลการสอบสวนภายในซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของกระบวนการทำงานอย่างรุนแรง
พนักงานที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญนี้อ้างว่า พวกเขาได้ "ขอคำแนะนำจาก AI" ในการสร้างสรรค์แคมเปญ และไม่เคยนึกถึงวันครบรอบ 18 พฤษภาคมเลยแม้แต่น้อย โดยทีมงานให้ความสำคัญกับ "ความรวดเร็วและทันกระแส" เป็นหลัก และปฏิเสธว่าไม่ได้มีเจตนาล้อเลียนเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ที่น่าตกใจคือ ตลอดกระบวนการวางแผนและอนุมัติงาน กลับไม่มีการทักท้วงใดๆ เกิดขึ้นเลย การสืบสวนพบว่า ผู้บริหารบางคนจาก 7 คนที่มีอำนาจอนุมัติ ได้เซ็นผ่านงานไปตามความเคยชิน "โดยไม่ได้เปิดไฟล์ออกแบบที่แนบมาในอีเมลดูด้วยซ้ำ" นอกจากนี้ บริษัทยังได้ข้ามขั้นตอนการตรวจสอบจากทีมกฎหมาย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เคยทำมาโดยตลอด ชอนซังจิน ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่ความผิดของพนักงานรายบุคคล แต่สะท้อนให้เห็นถึง "การขาดความละเอียดอ่อนทางสังคมและประวัติศาสตร์" ภายในองค์กร
นอกจากนี้ การสืบสวนยังพบอุปสรรค เมื่อสมาชิกทีมการตลาด 3 ใน 5 คน ปฏิเสธที่จะส่งมอบโทรศัพท์มือถือเพื่อตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยอ้างถึงสิทธิความเป็นส่วนตัว
🟢 ความโกรธแค้นของประชาชนและการตอบสนองจากภาครัฐ
การโปรโมตดังกล่าวจุดชนวนความโกรธแค้นในทันที ประชาชนจำนวนมากออกมาเรียกร้องให้คว่ำบาตร (Boycott) แบรนด์ จนส่งผลให้ยอดขายตกลงอย่าง "มีนัยสำคัญ"
ประธานาธิบดี อีแจมยอง ของเกาหลีใต้ ได้ออกมาประณามแคมเปญนี้ว่าเป็นการกระทำที่ "ไร้มนุษยธรรมและน่าอับอาย" ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เริ่มเปิดการสอบสวนแยกต่างหาก ซึ่งหากพบว่ามีพนักงานคนใดจงใจล้อเลียนเหตุการณ์ลุกฮือที่ควังจู บุคคลนั้นจะถูกไล่ออกและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
🟢 บทสรุปและการแสดงความรับผิดชอบ
ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังแคมเปญถูกปล่อยออกมา แคมเปญดังกล่าวก็ถูกระงับทันที และ ซนจองฮยอน (Sohn Jeong-hyun) ซีอีโอของ Starbucks เกาหลีใต้ได้ถูกสั่งปลดออกจากตำแหน่ง
ชองยงจิน (Chung Yong-jin) ประธานกลุ่ม Shinsegae ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวขอโทษต่อสาธารณชน โดยโค้งคำนับเพื่อขอขมาต่อครอบครัวผู้สูญเสียในเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม พร้อมกล่าวสั้นๆ โดยไม่รับคำถามจากสื่อมวลชนว่า "ผมจะไม่หาข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น และขอรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างเต็มที่"
เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของแบรนด์ระดับโลก ไม่เพียงแต่ในเรื่องของความละเอียดอ่อนทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงของการพึ่งพา AI ในการทำการตลาดโดยขาดวิจารณญาณของมนุษย์ และความหละหลวมในขั้นตอนการตรวจสอบขององค์กรจนนำไปสู่ความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
Source : NYPost
Article By : โลกไอทีวันนี้



