Google ประกาศเปิดตัว Fitbit Edge สมาร์ตแบนด์ติดตามการออกกำลังกาย (Fitness Tracker) รุ่นใหม่ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างสายรัดข้อมือแบบไร้หน้าจอที่มีน้ำหนักเบาและสมาร์ตวอทช์ทั่วไป โดยอุปกรณ์รุ่นนี้มาพร้อมการเชื่อมต่อฟีเจอร์ Google Health Coach ควบคู่ไปกับดีไซน์ฮาร์ดแวร์โฉมใหม่, ชุดเซนเซอร์ที่ได้รับการอัปเกรด และโครงสร้างภายในแบบโมดูลาร์
Fitbit Edge มาพร้อมตัวเรือนอะลูมิเนียม ขนาดตัวเครื่อง 39.22 x 25.56 มม. และหนา 11.58 มม. มีน้ำหนักเฉพาะตัวเครื่องเพียง 17.7 กรัม (ไม่รวมสายรัด)
ด้านหน้าติดตั้งหน้าจอแสดงผล AMOLED แบบสี ขนาด 1.34 นิ้ว (34 มม.) รองรับโหมด Always-on ให้พื้นที่การแสดงผลเพิ่มขึ้นถึง 46% เมื่อเทียบกับสมาร์ตแบนด์ Fitbit รุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ Google ยังได้เพิ่มปุ่มกดแบบกลไก (Mechanical Button) ที่ด้านข้างตัวเครื่อง เพื่อช่วยให้ควบคุมสั่งการได้สะดวกและแม่นยำยิ่งขึ้นขณะทำกิจกรรม เช่น การกดหยุดชั่วคราวหรือกดเล่นต่อระหว่างออกกำลังกาย
ตัวเรือนรองรับมาตรฐานการกันน้ำระดับ 5 ATM และกันฝุ่นกันน้ำระดับ IP68 สามารถใส่ว่ายน้ำได้ลึกสุด 50 เมตร ยิ่งไปกว่านั้น Google ยังออกแบบโครงสร้างภายในแบบโมดูลาร์ พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 65 mAh ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งนับเป็นอุปกรณ์ติดตามสุขภาพรุ่นแรกของบริษัทที่รองรับการซ่อมแซมได้ง่าย
ภายในขับเคลื่อนด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ Ambiq AP5 จับคู่กับหน่วยความจำ NOR flash ขนาด 64 MB สามารถบันทึกข้อมูลการเคลื่อนไหวแบบนาทีต่อนาทีได้ต่อเนื่อง 7 วัน และบันทึกผลรวมรายวันได้นานถึง 30 วัน
ระบบดาวเทียมติดตามตำแหน่งมี GPS และ Galileo ในตัว ช่วยให้สามารถบันทึกเส้นทางได้โดยไม่ต้องพกสมาร์ตโฟนติดตัวไปด้วย ทั้งนี้ Google ระบุว่าการติดตั้งเสาอากาศแบบขึ้นรูปนาโน (Nano-molded Antenna) ไว้ในตัวเรือนอะลูมิเนียม ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุตำแหน่งขึ้นสูงสุด 40% จากรุ่นก่อนหน้า
ตรวจจับกิจกรรมอัตโนมัติ และรองรับการติดตามแบบแมนวลมากกว่า 40 โหมดกีฬา พร้อมมี Altimeter วัดระดับความสูงเพื่อคำนวณการเปลี่ยนแปลงความชันสำหรับการวิ่งเทรล, การวิ่งขึ้นเนิน หรือการเดินขึ้นบันได
สามารถติดตามค่า Cardio Load, Daily Readiness (ความพร้อมของร่างกายประจำวัน), VO2 Max, Active Zone Minutes รวมถึงส่งสัญญาณอัตราการเต้นของหัวใจไปยังอุปกรณ์ออกกำลังกายในฟิตเนสที่รองรับ
การตรวจวัดสุขภาพและไบโอเมตริก
Fitbit Edge ใช้ชุดเซนเซอร์ทั้งแบบออปติคัล, ความร้อน และไฟฟ้า โดยเซนเซอร์ Optical PPG จะบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักตลอด 24 ชั่วโมง ทุกๆ 2 วินาที พร้อมส่งการแจ้งเตือนเมื่อพบอัตราการเต้นของหัวใจสูงหรือต่ำผิดปกติ
ผู้ใช้สามารถตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) บนข้อมือได้ตามต้องการเพื่อตรวจจับภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib) ควบคู่ไปกับการแจ้งเตือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติในเบื้องหลัง
วิเคราะห์ระยะการนอนหลับ ผสานข้อมูลความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2), ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV) และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิผิวหนังแบบ Far-field
รองรับ Health Guardian แพลตฟอร์มที่จะติดตามการเปลี่ยนแปลงค่าพื้นฐานทางสรีรวิทยาในระยะยาว รวมถึงแนวโน้มความดันโลหิตรายเดือน และการประเมินตัวบ่งชี้ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาวิเคราะห์และแสดงผลอย่างละเอียดภายในแอป Google Health
รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.4 รองรับการซิงค์การแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟน, การตอบกลับข้อความด่วน (บนแพลตฟอร์มที่รองรับ), การควบคุมการเล่นสื่อ/เพลง, นาฬิกาปลุก, ตัวจับเวลา และการนำทางพื้นฐานผ่าน Google Maps
แบตเตอรี่ความจุ 65mAh ใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 7 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมพอร์ตชาร์จเร็วแบบแม่เหล็กที่ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง และใช้เวลาชาร์จเต็ม 100% เพียงประมาณ 90 นาทีเท่านั้น
🔵 สเปค Google Fitbit Edge
หน้าจอแสดงผล AMOLED สี ขนาด 1.34 นิ้ว (34 มม.) , รองรับ Always-on
หน่วยประมวลผลและความจำ : Ambiq AP5 MCU
หน่วยความจำ NOR flash ขนาด 64 MB
การเชื่อมต่อและระบบดาวเทียม : Bluetooth 5.4 , รองรับ GPS และ Galileo
เซนเซอร์ : Optical PPG, เซนเซอร์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ (ECG), SpO2, เซนเซอร์วัดอุณหภูมิผิวหนัง, เครื่องวัดความสูง (Altimeter), Accelerometer, Gyroscope, Ambient light
แบตเตอรี่และการชาร์จ : ใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 7 วัน , ชาร์จด่วน 5 นาทีใช้งานได้ 1 วัน , ชาร์จเต็ม 100% ภายใน ~90 นาที
มาตรฐานกันน้ำ : 5 ATM / IP68 (กันน้ำได้ลึกสูงสุด 50 เมตร)
การรองรับระบบปฏิบัติการ : Android 11+ หรือ iOS 16.4+ (ต้องใช้บัญชี Google Account และแอป Google Health)
ขนาดและน้ำหนัก : 39.22 × 25.56 × 11.58 มม.
น้ำหนัก : 17.7 กรัม (เฉพาะตัวเรือน)
🔵 ราคาและการวางจำหน่าย
Google Fitbit Edge (รุ่นมาตรฐาน) เปิดราคาที่ 179.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6,100 บาท) มาพร้อมสาย Active Band ซิลิโคนทั้งขนาดเล็กและใหญ่ มีให้เลือก 4 สี ได้แก่
Matte Black Aluminum (สายสี Obsidian)
Satin Silver Aluminum (สายสี Fog)
Satin Pyrite Aluminum (สายสี Olive)
Champagne Gold (สายสี Canyon)
รุ่น Stephen Curry Special Edition วางจำหน่ายในราคา 219.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 7,390 บาท) โดดเด่นด้วยตัวเรือน Satin Pyrite Aluminum คู่กับสายโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลแบบกันน้ำ พร้อมลวดลายสีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
Fitbit Edge เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าแล้วผ่านทาง Google Store และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายจริงในวันที่ 27 ตุลาคม โดยผู้ซื้อจะได้รับสิทธิ์ทดลองใช้งาน Google Health Premium ฟรี 3 เดือน
Source : FoneArena
Article By : โลกไอทีวันนี้









