หลังจากที่ปล่อยให้แฟนๆ รอคอยกันมานานถึง 2 ปี ในที่สุด Apple ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว iPad mini เจเนอเรชันที่ 8 (รุ่นปี 2026) อย่างเป็นทางการ ซึ่งการกลับมาครั้งนี้เรียกว่าเป็นการยกเครื่องใหม่ครั้งใหญ่ ทั้งดีไซน์ตัวเครื่องที่ปรับปรุงใหม่ให้เพรียวบางขึ้น การเปลี่ยนมาใช้หน้าจอ OLED ที่หลายคนรอคอย ขุมพลังชิปเซ็ต A20 Pro รุ่นใหม่ล่าสุด ไปจนถึงการรองรับมาตรฐานกันน้ำและฝุ่นระดับ IP67 โดยเป็นการอัปเกรดทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบครบเครื่อง เพื่อยกระดับทั้งประสิทธิภาพ ความสวยงามของหน้าจอ และการเชื่อมต่อให้ก้าวไปอีกขั้น
🔵 ดีไซน์บางเฉียบและหน้าจอ OLED ที่เต็มตากว่าเดิม
ความประทับใจแรกของ iPad mini รุ่นใหม่อยู่ที่ตัวเครื่องซึ่งมีความบางเพียง 5.4 มิลลิเมตร (ขนาดตัวเครื่อง 195.3 × 132.6 × 5.4 มม.) และมีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นก่อนหน้า โดยรุ่น Wi-Fi หนักเพียง 255 กรัม และรุ่น 5G หนัก 263 กรัม เท่านั้น นอกจากนี้ Apple ยังได้รีดขอบหน้าจอให้บางลงถึง 24% ทำให้สามารถขยายพื้นที่หน้าจอ Super Retina XDR OLED ให้ใหญ่ขึ้นเป็น 8.5 นิ้ว (ความละเอียด 2316 × 1512 พิกเซล ความหนาแน่น 326 PPI) ได้โดยที่ขนาดตัวเครื่องโดยรวมยังคงกะทัดรัดพกพาง่ายเหมือนเดิม
พาเนล OLED รองรับการแสดงผลแบบ True Tone ขอบเขตสีกว้างระดับ P3 และมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 2,000,000:1 ให้ความสว่างทั่วไปเต็มหน้าจอที่ 600nits และเร่งความสว่างสูงสุดเฉพาะจุด (Peak Brightness) ได้ถึง 1200nits ทั้งในคอนเทนต์ทั่วไปและ HDR ส่วนใครที่ชอบอ่านหนังสือหรือใช้งานในที่มืด หน้าจอก็สามารถหรี่แสงลงต่ำสุดได้ถึง 1nit เพื่อความสบายตา
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ใช้ยังสามารถเลือกได้ระหว่างกระจกหน้าจอแบบเงา (Glossy) มาตรฐาน หรือจะอัปเกรดเป็นกระจกผิวนาโน (Nano-texture) เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนก็ได้เช่นกัน
โดยตัวเครื่องมาพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือ Touch ID และมีให้เลือก 2 สีสุดคลาสสิก ได้แก่ สีมิดไนท์ (Midnight) และสีสตาร์ไลท์ (Starlight) บนโครงสร้างตัวเครื่องที่ซีลปิดสนิทตามมาตรฐาน IP67 ช่วยป้องกันฝุ่นและกันน้ำจากการจมน้ำตามเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างมั่นใจ
iPad mini รุ่นนี้คือชิป A20 Pro แบบ 64 บิต ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 2 นาโนเมตร มาพร้อม CPU สูงสุด 6 คอร์ (แบ่งเป็นคอร์ประสิทธิภาพสูงและคอร์ประหยัดพลังงาน โดยมีทั้งรุ่นย่อย 5 คอร์ และ 6 คอร์) ซึ่งมอบประสิทธิภาพการประมวลผลแบบมัลติเธรดที่เร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนถึง 60% ด้านกราฟิกขับเคลื่อนด้วย GPU สูงสุด 7 คอร์ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Dynamic Caching รวมถึงการประมวลผล Mesh Shading และ Ray Tracing ด้วยฮาร์ดแวร์ ส่งผลให้ประสิทธิภาพกราฟิกโดยรวมพุ่งทะยานขึ้นถึง 2.7 เท่า
สำหรับงานด้าน AI ชิปรุ่นนี้ได้ผสานตัวเร่งความเร็ว Neural Accelerators ไว้ในแต่ละคอร์ของ GPU ทำงานร่วมกับ Neural Engine แบบ 16 คอร์คู่ (รวมสูงสุด 32 คอร์ในรุ่นความจุ 512GB) ทำให้ประมวลผลด้าน AI ได้เร็วขึ้นถึง 4.5 เท่า อีกทั้งยังเพิ่มแบนด์วิดท์ของหน่วยความจำแบบรวม (Unified Memory) ขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับเจเนอเรชันที่ผ่านมา
ระบบเสียง Acoustic Display กล้องแนวตั้ง-แนวนอน และการเชื่อมต่อยุคใหม่
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจคือการนำระบบเสียงแบบ "Acoustic Display" มาใช้ โดยเป็นการส่งเสียงผ่านวูฟเฟอร์ที่เชื่อมต่อกับแผงหน้าจอ ผสานการทำงานกับทวีตเตอร์ที่ติดตั้งไว้บริเวณขอบเฟรมผ่านช่องว่างที่ซีลปิดสนิท ทำให้ได้ลำโพงสเตอริโอเสียงทรงพลังควบคู่ไปกับไมโครโฟนคู่สำหรับการสนทนา โดยไม่กระทบต่อคุณสมบัติการกันน้ำและฝุ่นเลยแม้แต่น้อย
ส่วนระบบกล้องก็ได้รับการปรับตำแหน่งใหม่ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น โดยย้ายกล้องหน้าความละเอียด 12MP (รูรับแสง f/2.0) ที่รองรับฟีเจอร์จัดให้อยู่ตรงกลาง (Center Stage) และ Retina Flash ไปไว้ที่ขอบด้านแนวนอน เพื่อให้การจัดเฟรมภาพขณะวิดีโอคอลดูเป็นธรรมชาติที่สุด
ในขณะที่กล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 12MP (รูรับแสง f/1.8, เลนส์ 5 ชิ้น) รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 4K ที่ 60 fps พร้อมไฟแฟลช Adaptive True Tone ที่ช่วยให้การถ่ายภาพและสแกนเอกสารคมชัดไร้เงาสะท้อน
ด้านการเชื่อมต่อไร้สายขับเคลื่อนด้วยชิปที่ Apple พัฒนาขึ้นเองถึง 2 ตัว ได้แก่ ชิป N1 ที่ดูแลการเชื่อมต่อ Wi-Fi 7 (และรองรับมาตรฐาน 802.11ax Wi-Fi 6 แบบ 2×2 MIMO), Bluetooth 6 รวมถึงโปรโตคอล Thread และอีกตัวคือ โมเด็ม C2 สำหรับรุ่น Cellular (รองรับ 5G sub-6 GHz และ Gigabit-class LTE) ที่ใช้งานผ่านระบบ eSIM ดิจิทัล ช่วยเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมือถือขึ้นถึง 50% พร้อมทั้งประหยัดพลังงานได้ดีกว่าเดิม
ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อรองรับ USB 3 ที่ทำความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลได้สูงสุดถึง 10 Gbps พร้อมระบบระบุตำแหน่ง GPS/GNSS และแบตเตอรี่ลิเธียมพอลิเมอร์ขนาด 19.3 วัตต์-ชั่วโมง ที่ให้พลังงานยาวนานสูงสุด 10 ชั่วโมงสำหรับการท่องเว็บผ่าน Wi-Fi ดูวิดีโอ หรือฟังเพลง
มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iPadOS 27 ที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ Apple Intelligence และโฉมใหม่ของ Siri ที่พูดคุยโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติพร้อมเข้าใจบริบทบนหน้าจอ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวขั้นสูงสุดด้วยการประมวลผลบนตัวเครื่องและระบบ Private Cloud Compute นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานแบบมัลติทาสก์ด้วยหน้าต่างแอป (Windowed App Multitasking), การปรับแต่งหน้าตาผู้ใช้งานผ่านการตั้งค่า Liquid Glass และการรองรับการต่อหน้าจอแยกภายนอกที่จะตามมาในอัปเดต iPadOS 27.2
สำหรับการจดบันทึกและวาดเขียน ตัวเครื่องรองรับทั้ง Apple Pencil (USB-C) และ Apple Pencil Pro ที่จัดเต็มฟีเจอร์การบีบสัมผัส (Haptic Squeeze), เซนเซอร์หมุนด้ามจับ (Barrel Roll) และการค้นหาผ่านแอป Find My พร้อมกันนี้ Apple ยังได้เปิดตัวเคส Smart Folio ดีไซน์ใหม่แบบพับสองตอนที่ผลิตจากวัสดุผ้า TechWoven สุดพรีเมียม มีให้เลือกในสีกรมท่า (Navy Blue) และสีเทาอมน้ำตาล (Taupe)
🔵 ราคาและกำหนดการวางจำหน่าย
Apple เตรียมเปิดให้สั่งจองล่วงหน้า (Pre-order) ในวันพุธที่ 28 ตุลาคม นี้ ใน 36 ประเทศและภูมิภาค ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายหน้าร้านอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน โดยมีให้เลือก 3 ความจุ ได้แก่ 128GB, 256GB และ 512GB สำหรับราคาเปิดตัวในประเทศไทยมีรายละเอียดดังนี้
• iPad mini Wi-Fi เริ่มต้น 24,900 บาท
• iPad mini Wi-Fi + Cellular เริ่มต้น 30,900 บาท
• ราคาส่งเสริมการศึกษาเริ่มต้น 23,090 บาท
Source : FoneArena
Article By : โลกไอทีวันนี้








