โลกไอทีวันนี้ (World IT Today)

FullReview | Sony LinkBuds Clips เมื่อแฟชั่นและเสียงดนตรีผสานกันลงตัว หูฟัง Clip-on รุ่นแรกจาก Sony ที่ต้องมี!

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบฟังเพลงตลอดทั้งวันแต่ไม่อยากตัดขาดจากโลกภายนอก หรือเจอปัญหาเจ็บหูเมื่อใส่หูฟัง In-ear นานๆ วันนี้ Sony ได้เปิดตัวโซลูชันใหม่อย่างเป็นทางการกับ "Sony LinkBuds Clips" (โซนี่-ลิ้ง-บัดส์-คลิป) หูฟังตระกูล Open-ear ดีไซน์ใหม่ล่าสุดในรูปแบบ Clip-on ที่ฉีกกฎเดิมๆ ด้วย Tagline เก๋ๆ ว่า "Clip your sound with style" ซึ่งหลังจากที่ทีมงานโลกไอทีวันนี้ได้ทดลองใช้งานกัน เราเลยขอสรุปความน่าใช้ของเจ้าหูฟังตัวนี้ มาฝากกันครับ


ดีไซน์ในรูปแบบเครื่องประดับที่ฟังเพลงได้


Sony LinkBuds Clips ไม่ได้มาเล่นๆ ในเรื่องของดีไซน์ เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็น Fashion Item ชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว ตัวหูฟังเป็นแบบหนีบ (Clip-on) ที่เกี่ยวไปกับใบหู คล้ายกับต่างหู ทำให้ดูทันสมัยและไม่เกะกะ



สีสัน มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ ดำ (Black), เขียว (Green), เกรจ (Greige) และสีไฮไลท์อย่าง ลาเวนเดอร์ (Lavender) ที่ดูละมุนและเข้ากับการแต่งตัวได้ง่าย



การสวมใส่แบบหนีบนี้ช่วยลดอาการล้าของหูได้ดีกว่าแบบยัดเข้าไปในรูหู (In-ear) มาก เหมาะสำหรับการใส่ "ทั้งวัน" ไม่ว่าจะทำงาน เดินทาง หรือออกกำลังกายเบาๆ แต่อาจจะต้องปรับตำแหน่งให้พอดีในครั้งแรกๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกบีบจนเกินไป


คุณภาพเสียง โปร่งกว้าง ฟังเพลิน พร้อมเทคโนโลยีอัดแน่น


ด้วยความเป็น Open-ear จุดเด่นคือความ "โปร่ง" ครับ เสียงจะไม่ตึ้บอัดหูเหมือนหูฟังทั่วไป แต่จะได้ยินเสียงบรรยากาศรอบข้างผสมไปกับเสียงเพลง ซึ่ง Sony ใส่ฟีเจอร์เด็ดๆ มาเพียบ


DSEE (Digital Sound Enhancement Engine) เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ที่ช่วยกู้คืนรายละเอียดเสียงที่หายไปจากการบีบอัดไฟล์ ทำให้เสียงร้องและเครื่องดนตรีมีความคมชัดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น



360 Reality Audio รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง 360 องศา เพิ่มมิติความลึก ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต


Background Music Mode ฟีเจอร์นี้คือการปรับมิติเสียงให้กว้างขึ้น (Wider Room) ผ่านแอป Sony Sound Connect ให้ความรู้สึกเหมือนเปิดเพลงคลอเบาๆ ในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ ฟังได้เรื่อยๆ โดยไม่รบกวนสมาธิ


ข้อสังเกต: ตามสไตล์หูฟัง Open-ear เสียงเบสอาจจะไม่หนักแน่นกระแทกกระทั้นเท่ากับหูฟังแบบ In-ear แต่แลกมาด้วยความฟังสบายที่หาไม่ได้ในหูฟังประเภทอื่น

ฟีเจอร์อัจฉริยะที่รู้ใจคนยุคใหม่


Sony LinkBuds Clips อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์แบบ Multitasking ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ผ่านการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น Sony Sound Connect อาทิเช่น



Tap Control : ควบคุมง่ายๆ ด้วยการเคาะที่ด้านหน้าใบหู (Wide Area Tap) หรือตัวหูฟัง โดยเฉพาะการแตะ 2 ครั้งเพื่อเปลี่ยนโหมดเสียง (Standard / Voice Boost / Sound Leakage Reduction)



Adaptive Volume Control : ปรับระดับเสียงให้อัตโนมัติตามความดังของสภาพแวดล้อม เดินเข้าที่เงียบเสียงเบาลง เดินออกถนนเสียงดังขึ้น


Auto Switch : สลับการเล่นเพลงระหว่างหูฟัง LinkBuds Clips กับลำโพง LinkBuds Speaker ได้แบบไร้รอยต่อ (Seamless)



Multipoint Connection : เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้พร้อมกัน 2 เครื่อง ไม่ต้องคอยกดสลับ Bluetooth ไปมา


การสนทนาและไมโครโฟน


สายประชุมออนไลน์น่าจะถูกใจสิ่งนี้ เพราะ Sony ใช้ระบบ AI ผสานกับ Bone Conduction Mic หรือไมค์ที่นำเสียงผ่านกระดูก! เทคโนโลยีนี้จะตรวจจับแรงสั่นสะเทือนจากกระดูกกรามขณะเราพูด ทำให้แยกเสียงเราออกจากเสียงรบกวนรอบข้างได้อย่างแม่นยำ ปลายสายได้ยินชัดเจนแม้เราจะอยู่ในที่จอแจ

แบตเตอรี่อึดจนลืมชาร์จ


นี่คือจุดแข็งที่หลายรีวิวยกนิ้วให้ LinkBuds Clips สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 9 ชั่วโมง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อรวมกับเคสชาร์จ จะใช้งานได้ยาวนานรวม 37 ชั่วโมง (9 + 28) แถมยังมีระบบชาร์จไว 3 นาที ฟังต่อได้ถึง 1 ชั่วโมง!


สรุป Sony LinkBuds Clips เหมาะกับใคร?

สาย Content & Fashion : ดีไซน์สวย ใส่แล้วดูดี เป็นพร็อพถ่ายรูปได้


ชาวออฟฟิศ : ที่ต้องใส่หูฟังประชุมแต่ยังต้องคอยฟังเสียงเรียกจากคนรอบข้าง


คนขี้รำคาญ In-ear : ใส่แล้วเจ็บหู หูอื้อ รุ่นนี้คือคำตอบ


จุดที่ต้องพิจารณา

เสียงเบสไม่หนักเท่า In-ear (เป็นปกติของหูฟังทรงนี้)

ไม่รองรับ Wireless Charging (ชาร์จผ่าน USB-C เท่านั้น)



ด้วยราคา 6,990 บาท แลกกับคุณภาพเสียงระดับ Sony, ดีไซน์ที่โดดเด่น และเทคโนโลยีไมค์ที่ล้ำหน้า ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับใครที่มองหาหูฟังแบบ "Everyday Wear" ที่ใส่ติดหูได้ตลอดเวลาครับ


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อได้ที่ :

เว็บไซต์ sony.co.th


Article By : โลกไอทีวันนี้

โลกไอทีวันนี้

อัพเดทข่าวสารวงการไอทีแบบรวดเร็วทันใจ ช่องทางอื่นๆ www.facebook.com/worldittoday

Post a Comment (0)
Previous Post Next Post