โลกไอทีวันนี้ (World IT Today)

Craig Federighi รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ของ Apple ออกโรงชี้แจงว่า Apple Intelligence ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย Gemini หรือ Google Search แบบที่ทุกคนเข้าใจ !!!


โมเดลของ Apple Foundation สร้างขึ้นบนพื้นฐานของโมเดล Gemini จากนั้นจึงเข้าถึงโมเดลเหล่านั้นบนอุปกรณ์และ/หรือในระบบคลาวด์ส่วนตัวของ Apple และเสริมด้วยฐานความรู้ระดับโลกของ Apple เองตามความจำเป็น


เอาหล่ะ ทีนี้เรามาลองขยายความสิ่งที่ Craig พูดกันครับ 🤔👇

ประโยคที่ Craig Federighi กล่าวถึงนั้น เป็นการออกมาแก้ความเข้าใจผิดของสื่อและผู้ใช้หลายคนที่คิดว่า "Siri AI ตัวใหม่ ก็แค่การเอาแอป Google Gemini มาเปลี่ยนหน้ากากใส่เข้าไปใน iPhone"

ดังนั้น แอดจึงขออธิบายชำแหละกลไกเบื้องหลังของ Apple Intelligence ออกเป็น 3 แกนเทคโนโลยีหลัก ดังนี้ครับ

🔴 1. การสร้างโมเดลด้วยเทคนิค "Knowledge Distillation" (ไม่ได้ใช้โค้ด Gemini ตรงๆ)


คำว่า "สร้างขึ้นบนพื้นฐานของโมเดล Gemini" ไม่ได้แปลว่า Apple ยืม API หรือโครงสร้างพื้นฐานของ Gemini มาให้บริการโดยตรง (Federighi ยืนยันว่าไม่ได้ใช้ Client Code หรือโมเดลตัวเดียวกับที่ Google ให้บริการลูกค้าเลยแม้แต่นิดเดียว)

แต่ในทางเทคนิค Apple ใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกับ Model Distillation (การสกัดความรู้จากโมเดล) โดย Apple สร้าง Apple Foundation Models (AFM) ของตัวเองขึ้นมาเพื่อรันบนชิป Apple Silicon โดยเฉพาะ จากนั้นจึงนำผลลัพธ์จากโมเดลระดับแนวหน้า (Frontier Models) อย่าง Gemini มาใช้เป็นข้อมูลชั้นดีในการ "ขัดเกลาและปรับแต่ง" (Refine) โมเดลของตนเอง 

เปรียบเสมือนการให้ Gemini เป็นโมเดลครู (Teacher Model) ที่คอยช่วยสอนโมเดลนักเรียนอย่าง AFM ให้ฉลาดและตอบคำถามได้เฉียบคมยิ่งขึ้น

🔴 2. สถาปัตยกรรมประมวลผลแบบ Hybrid ไร้รอยต่อ (System Orchestrator)


เมื่อโมเดลพร้อมใช้งาน การเข้าถึงจะถูกจัดการผ่านกลไกที่เรียกว่า System Orchestrator ซึ่งเปรียบเสมือนผู้จัดการจราจรที่คอยประเมินว่าคำสั่งของผู้ใช้ควรถูกส่งไปประมวลผลที่ไหน

On-Device Processing (ประมวลผลบนอุปกรณ์)

หากคำสั่งนั้นเกี่ยวข้องกับหน้าจอ บริบทส่วนตัว (Personal Context) หรือสั่งการแอปพลิเคชันทั่วไป ระบบจะรันบนโมเดล AFM ขนาดเล็กที่อยู่ในเครื่องทันที ข้อดีคือได้ค่า Latency ที่ต่ำมาก และรักษาความเป็นส่วนตัวได้ 100%

Private Cloud Compute (ระบบคลาวด์ส่วนตัว)

หากคำสั่งนั้นมีความซับซ้อนเกินกว่าชิปประมวลผลในโทรศัพท์จะรับไหว ระบบจะโยนงานไปที่เซิร์ฟเวอร์คลาวด์ (ซึ่งเบื้องหลังอาจรันอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของ Google Cloud ผ่านชิป Nvidia) แต่ความพิเศษคือ ระบบนี้ทำงานแบบ Stateless ข้อมูลของผู้ใช้จะไม่ถูกบันทึก ไม่ถูกจัดเก็บ และไม่สามารถมีใครเข้าถึงได้แม้แต่ตัว Apple เอง

🔴 3. ระบบจัดการองค์ความรู้ "World Knowledge Service"

ประเด็นสุดท้ายคือการ "เสริมด้วยฐานความรู้ระดับโลกของ Apple"


ในระบบ AI แชทบอททั่วไป เมื่อเจอคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ระบบมักจะดึงข้อมูลผ่าน Google Search Engine ตรงๆ ทันที แต่สถาปัตยกรรมของ Apple ถูกออกแบบมาให้มีชั้นของการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) ที่ลึกซึ้งกว่านั้น

โดย Apple ได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า World Knowledge Service ขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นฐานข้อมูลดัชนีขนาดใหญ่ที่คอยอัปเดตและจัดระบบสารสนเทศเอาไว้ ระบบนี้ทำหน้าที่คล้ายกลไก RAG (Retrieval-Augmented Generation) ภายในระบบนิเวศของตัวเอง ทำให้ Siri AI สามารถดึงบริบทและข้อเท็จจริงล่าสุดมาประกอบการสร้างคำตอบได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องส่งคำสั่งกระเด็นออกไปยัง Search Engine ของบุคคลที่สามให้เสียความเป็นส่วนตัว

สรุปก็คือ 👇👇👇

 
สถาปัตยกรรมเบื้องหลัง Apple Intelligence คือการสร้างโมเดลของตัวเองที่เรียนรู้ความฉลาดมาจาก Gemini จากนั้นนำมาประมวลผลผ่านระบบที่เลือกได้ว่าจะใช้ชิปในเครื่อง หรือโยนไปคลาวด์ที่ปลอดภัยที่สุด พร้อมกับดึงข้อมูลข้อเท็จจริงจากฐานข้อมูลองค์ความรู้ที่ Apple จัดการเองอย่างเป็นระบบครับ

Source : AVI Green
Article By : โลกไอทีวันนี้ 
โลกไอทีวันนี้

อัพเดทข่าวสารวงการไอทีแบบรวดเร็วทันใจ ช่องทางอื่นๆ www.facebook.com/worldittoday

Post a Comment (0)
Previous Post Next Post