HUAWEI Pura 90 Pro Max เตรียมพร้อมบุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัวแล้ว และกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นสมาร์ทโฟน HUAWEI รุ่น Global รุ่นแรกที่มาพร้อมความสามารถในการรองรับเครือข่าย 5G
หลังจากที่สมาร์ทโฟนสำหรับตลาดต่างประเทศของ HUAWEI ต้องติดแหง็กอยู่กับเครือข่าย 4G มาอย่างยาวนาน ในที่สุดเดือนนี้ทางบริษัทก็พร้อมที่จะต้อนรับเทคโนโลยี 5G อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง
โดยผู้ใช้งาน TikTok ที่ชื่อว่า "supermas" ได้ออกมาเผยแพร่วิดีโอที่โชว์สมาร์ทโฟน HUAWEI Pura 90 Pro Max เวอร์ชั่น Global ที่กำลังเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G ซึ่งบล็อกเกอร์รายนี้ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่ช่วยยืนยันว่า สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ตัวนี้ เป็นอุปกรณ์เครื่องแรกของค่ายที่สามารถทำความเร็ว 5G ได้อย่างน่าทึ่ง
ภายในวิดีโอได้เน้นย้ำให้เห็นถึงสัญลักษณ์ 5G บริเวณแถบสถานะ (Status Bar) อย่างชัดเจน นอกจากนี้ supermas ยังได้ทำการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Test) ให้ชมในคลิป ซึ่งผลปรากฏว่า Pura 90 Pro Max สามารถทำความเร็วทะลุ 1,100 Mbps ไปได้อย่างสวยงาม
ผลการทดสอบความเร็วดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า สมาร์ทโฟนระดับ Global รุ่นใหม่นี้ จะสามารถมอบความเร็วในการดาวน์โหลดขั้นสุดยอด ซึ่งตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการดาวน์โหลดไฟล์หรือติดตั้งแอปพลิเคชันขนาดใหญ่เป็นประจำทุกวัน
นอกจากข้อมูลหลุดดังกล่าวแล้ว เว็บไซต์ TKDN (สถาบันที่ดูแลการรับรองในประเทศอินโดนีเซีย) ก็ได้ให้การรับรอง Pura 90 Pro Max รุ่น Global ภายใต้รหัสโมเดล SCA-LX9 ว่าเป็นสมาร์ทโฟน 5G ของ HUAWEI ด้วยเช่นกัน
การกลับมาทวงบัลลังก์อย่างแท้จริง 💪🔥🔥🔥
เหตุการณ์นี้นับเป็นการกลับมาทวงคืนพื้นที่ในตลาดสมาร์ทโฟน 5G ระดับโลกอย่างแท้จริงสำหรับ HUAWEI นับตั้งแต่ถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรในปี 2019 บริษัทก็ถูกสั่งระงับการเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G อย่างเด็ดขาด เพราะทางอเมริกาได้สั่งห้ามผู้ผลิตชิปเซ็ตทั่วโลก (แม้ว่าจะไม่ใช่บริษัทสัญชาติอเมริกัน) ที่ใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรของสหรัฐฯ ในการผลิต ไม่ให้ส่งมอบชิปเซ็ต 5G (เช่น ชิป Kirin ที่ผลิตโดย TSMC) ให้กับ HUAWEI ทำให้ HUAWEI ขาดแคลนชิปเซ็ตประสิทธิภาพสูงสำหรับอุปกรณ์ 5G
ส่งผลให้ในช่วง 4 ปีแรก ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ต้องประคองสถานะบริษัทผ่านการขายสมาร์ทโฟน 4G เท่านั้น
จนกระทั่ง HUAWEI Mate 60 Pro สามารถทลายกำแพงดังกล่าวลงได้ ด้วยการนำชิปเซ็ตประมวลผล Kirin 5G กลับมาใช้อีกครั้ง
การที่ HUAWEI สามารถกลับมาผลิตชิปเซ็ต 5G ของตัวเองได้ในปัจจุบัน (เริ่มต้นที่ตระกูล Kirin 9000s ใน Mate 60 Series มาจนถึงรุ่นปัจจุบัน) ทั้งที่ยังโดนสหรัฐฯ คว่ำบาตรอย่างหนัก เป็นผลมาจาก "ยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเอง" และความร่วมมือลับๆ ภายในประเทศจีน โดยมีปัจจัยความสำเร็จหลักๆ 3 ข้อด้วยกัน
1. ความร่วมมือกับ SMIC (ผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 ของจีน)
เนื่องจาก HUAWEI ถูกสั่งห้ามไม่ให้จ้าง TSMC (ไต้หวัน) ผลิตชิปอีกต่อไป HUAWEI จึงต้องหันไปจับมือกับ SMIC (Semiconductor Manufacturing International Corporation) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดของจีน เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาชิปเซ็ต Kirin รุ่นใหม่ขึ้นมาภายในประเทศทั้งหมด
2. เทคนิคการดัดแปลงเครื่องจักรเก่า (DUV Lithography) นี่คือจุดที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการเทคโนโลยีโลกมากที่สุด !
ตามปกติการผลิตชิป 5G ขนาดเล็ก (ระดับ 7 นาโนเมตรลงไป) จำเป็นต้องใช้เครื่องพิมพ์ชิปขั้นสูงที่เรียกว่า EUV (Extreme Ultraviolet) ของบริษัท ASML (เนเธอร์แลนด์) ซึ่งจีนถูกแบนไม่ให้ซื้อ
แต่ SMIC และ HUAWEI ได้ใช้เทคนิคขั้นสูงดัดแปลงเครื่องพิมพ์ชิปรุ่นเก่าที่จีนมีอยู่อย่าง DUV (Deep Ultraviolet) แล้วใช้วิธีพิมพ์ซ้ำหลายๆ รอบ (Multi-Patterning) จนสามารถฝ่าข้อจำกัด และผลิตชิปสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตร (และพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ) ได้สำเร็จ แม้ว่าวิธีนี้จะมีต้นทุนที่สูงกว่าและมีอัตราผลผลิต (Yield Rate) ที่ต่ำกว่าการใช้เครื่อง EUV ก็ตาม
3. การสนับสนุนอย่างมหาศาลจากรัฐบาลจีน
รัฐบาลจีนมองว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ชิปเซ็ต) เป็นเรื่องของความมั่นคงระดับชาติ จึงได้อัดฉีดเงินทุนจำนวนมหาศาลผ่านกองทุนของรัฐ (เช่น China Integrated Circuit Industry Investment Fund หรือที่เรียกกันว่า "Big Fund") เพื่อช่วยเหลือทั้ง HUAWEI และ SMIC ในการทำวิจัย พัฒนาเครื่องจักรทดแทน และสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศแบบ 100% โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากฝั่งตะวันตกอีกต่อไป
แต่ทว่า HUAWEI ก็ยังไม่ได้นำชิป 5G ออกสู่ตลาดโลกเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ
โดยเหตุผลทางกฎหมายที่ทำให้ก่อนหน้านี้ HUAWEI ไม่สามารถส่งออกชิปเซ็ตหรือสมาร์ทโฟน 5G ไปขายทั่วโลกได้ เป็นเพราะมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ระบุไว้ชัดเจนว่า "ห้ามบริษัทใดก็ตามในโลก ใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร ซอฟต์แวร์ หรือสิทธิบัตรของสหรัฐฯ ในการผลิตชิปเซ็ต 5G ส่งมอบให้ HUAWEI"
แต่ในปัจจุบัน ชิปเซ็ตตระกูล Kirin รุ่นใหม่ๆ รวมถึงที่อยู่ใน Pura 90 Pro Max นั้น ถูกวิจัย ออกแบบ และผลิตผ่านโรงงานในประเทศจีน (โดยหลักคือ SMIC) ซึ่งได้ตัดขาดการพึ่งพาเทคโนโลยี สิทธิบัตร และเครื่องจักรจากสหรัฐอเมริกาออกไปโดยสิ้นเชิง (รวมถึงการพึ่งพาอุปกรณ์จากชาติพันธมิตรยุโรปด้วย)
ผลทางกฎหมายคือ เมื่อตัวชิปเซ็ตไม่มีองค์ประกอบของเทคโนโลยีหรือทรัพย์สินทางปัญญาจากสหรัฐฯ เลย (0% US Technology) มาตรการคว่ำบาตรของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (Entity List) จึงไม่มีอำนาจทางกฎหมายระหว่างประเทศในการ "สั่งแบน" การส่งออกชิปตัวนี้ไปขายยังประเทศอื่นๆ นอกสหรัฐฯ
🔴 ชิปโมเด็ม 5G ที่เป็นสิทธิบัตรของตัวเองทั้งหมด
ในอดีต เทคโนโลยีโมเด็ม 5G และชิ้นส่วนรับส่งสัญญาณวิทยุ (RF Front-End) เป็นพื้นที่ที่บริษัทอเมริกันอย่าง Qualcomm หรือ Skyworks ถือครองสิทธิบัตรและผูกขาดตลาดอยู่ แต่หลายปีที่ผ่านมา HUAWEI ได้ทุ่มงบวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนกลุ่ม RF Filter และตัวรับส่งสัญญาณระบบ 5G ขึ้นมาเองจนประสบความสำเร็จและถือสิทธิบัตรเป็นของตัวเองทั้งหมด การนำสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ไปขายในประเทศต่างๆ จึงไม่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยี 5G จากฝั่งตะวัน
สรุปก็คือ การมาของ Pura 90 Pro Max ในตลาดโลกครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะสหรัฐฯ ยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่เป็นเพราะ HUAWEI สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและสายการผลิตจนก้าวข้าม "เส้นเขตอำนาจ" ของกฎหมายสหรัฐฯ ได้สำเร็จด้วยตัวเอง ทำให้สามารถส่งสมาร์ทโฟน 5G ออกมาท้าชนในเวทีโลกได้อีกครั้ง
ถือเป็น "ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ" ของ HUAWEI เพราะนี่คือการแผ่ขยายการเติบโตด้านเทคโนโลยี 5G สู่เวทีระดับโลกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
โดยคาดว่าทาง HUAWEI จะออกมาเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เราทราบกันในงานเปิดตัววันที่ 14 กรกฎาคม นี้ รอติดตามชมกันได้เลยครับ!
Source : HC NewsRoom
Article By : โลกไอทีวันนี้





