CMF แบรนด์ลูกของ Nothing ได้เปิดตัว CMF Clip Pro อย่างเป็นทางการ โดยเป็นการรุกเข้าสู่ตลาดหูฟังแบบเปิดหู (Open-ear) ด้วยจุดเด่นด้านความสวมใส่สบาย ใช้งานได้ยาวนาน และดีไซน์สไตล์อุตสาหกรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หลังจากที่ Nothing เคยเปิดตัว Nothing Ear (open) ไปเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน
โดยหูฟังรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง คนรักการออกกำลังกาย และวัยทำงานที่ต้องการฟังเสียงคุณภาพสูงไปพร้อมๆ กับการรับรู้เสียงสภาพแวดล้อมรอบตัว
การออกแบบที่เน้นหลักสรีรศาสตร์และสวมใส่สบาย
Clip Pro ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สวมใส่ได้นาน โดยใช้ดีไซน์ตัวหนีบแบบ 3 จุด (3-point Clip Design) ที่ช่วยกระจายแรงกดทับรอบใบหู แทนที่จะกดทับที่จุดใดจุดหนึ่งเพียงจุดเดียว
หูฟังแต่ละข้างมีน้ำหนักเพียง 5.9 กรัม มาพร้อมโครงสร้าง C-bridge ผลิตจากแกนลวดไทเทเนียมที่มีความยืดหยุ่น หุ้มด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อผิวหนัง ออกแบบมาให้โค้งงอรับกับสรีระหูทุกรูปแบบ
Acoustic Pod (ตัวส่งเสียง) มีการปรับรูปทรงให้มีส่วนสัมผัสกับหูน้อยที่สุด แต่ยังคงสามารถส่งผ่านเสียงเข้าสู่รูหูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาทั่วไปของหูฟัง Open-ear มักจะเป็นเรื่องเสียงย่านความถี่ต่ำ หรือ "เสียงเบส" แต่ CMF ได้แก้ปัญหานี้ด้วยการผสานฮาร์ดแวร์เข้ากับการปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์ DSP โดยเฉพาะ
ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกแบบแม่เหล็กคู่ ขนาด 10.8 มม. ที่ปรับจูนมาเพื่อให้เสียงร้องที่สมดุลและเสียงแหลมที่มีรายละเอียดชัดเจน
มีเทคโนโลยี Ultra Bass อัลกอริทึมอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มเอาต์พุตความถี่ต่ำไปพร้อมๆ กับการลดความผิดเพี้ยนของเสียงแหลม
ได้รับการรับรอง Hi-Res Audio รองรับ Codec ทั้ง LDAC, AAC และ SBC เพื่อการสตรีมเสียงแบบไร้สายคุณภาพสูง (บิตเรตสูง)
และเพื่อให้สามารถสนทนาได้ชัดเจนแม้ในที่เสียงดัง และป้องกันไม่ให้เสียงลอดออกไปรบกวนคนรอบข้าง Clip Pro มีระบบควบคุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ดังนี้
มีไมโครโฟนระดับ HD ถึง 4 ตัว ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Clear Voice (ประมวลผลผ่าน VPU) เพื่อแยกเสียงพูดของผู้ใช้ออกจากเสียงรบกวน (เช่น เสียงลม รถยนต์ หรือเสียงฝูงชน)
ระบบ Sound Seal ช่วยจัดการเสียงความถี่กลางและสูง เพื่อจำกัดไม่ให้เสียงรั่วไหลไปยังคนข้างๆ ได้อย่างตั้งใจ โดยสามารถตั้งค่าได้ผ่านแอป Nothing X (เลือกใช้เฉพาะตอนโทร หรือครอบคลุมการใช้งานทั้งหมดก็ได้)
และ CMF ยังได้นำปุ่มควบคุมแบบ Physical อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาใส่ไว้ทั้งบนหูฟังและเคสชาร์จ ประกอบด้วย
Smart Dial (บนเคสชาร์จ) แป้นหมุนแบบสัมผัสบนเคส ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับเสียง ควบคุมเพลง จัดการสายเรียกเข้า และเริ่มการจับคู่ Bluetooth ได้เลย โดยไม่ต้องหยิบสมาร์ทโฟน
ปุ่มกดบนหูฟังแบบ Physical ที่หูฟังช่วยให้กดสั่งการได้แม่นยำแม้ขณะออกกำลังกาย หรือสวมถุงมือ
🟠 สรุปสเปค CMF Clip Pro
ไดรเวอร์ : ไดนามิกแม่เหล็กคู่ 10.8 มม. (ไดอะแฟรม TPU + LCP)
การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.4, รองรับ Codec LDAC, AAC, SBC
ฟีเจอร์อื่นๆ : เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน (Dual Connection), Google Fast Pair, Microsoft Swift Pair, โหมดความหน่วงต่ำ (Low Lag Mode)
ระบบตัดเสียงรบกวนระหว่างโทร : เทคโนโลยี Clear Voice พร้อมไมโครโฟน 4 ตัว (ปรับปรุงให้ทนทานต่อเสียงลมมากขึ้น)
มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น : IP54 (สำหรับตัวหูฟัง) และ IPX2 (สำหรับเคส)
น้ำหนัก : หูฟัง 5.92 กรัม / เคสชาร์จ 38.81 กรัม
แบตเตอรี่ : ตัวหูฟัง (60mAh) ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 10 ชั่วโมง (สนทนา 6.5 ชั่วโมง) / รวมเคสชาร์จ (475mAh) ฟังเพลงได้สูงสุด 32.5 ชั่วโมง (สนทนา 25 ชั่วโมง)
ชาร์จไว : ชาร์จเพียง 10 นาที ใช้งานฟังเพลงได้ 4 ชั่วโมง
ระบบปฏิบัติการที่รองรับ : Android 5.1 และ iOS 13 ขึ้นไป
ตัวเลือกสี : Dark Grey (เทาเข้ม), Light Grey (เทาอ่อน) และ Coral (ส้มคอรัล)
🟠 ราคาและการวางจำหน่าย
CMF Clip Pro จะทยอยวางจำหน่ายตามภูมิภาคต่างๆ ดังนี้
สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น เริ่มวางจำหน่าย 15 สิงหาคม 2026 ในราคา £79 / $99 (ประมาณ 3,500 บาท) ผ่านเว็บไซต์ nothing และร้านค้าตัวแทนจำหน่าย
ยุโรป และประเทศอื่นๆ เริ่มวางจำหน่าย 15 กันยายน 2026
Source : FoneArena
Article By : โลกไอทีวันนี้








