สวัสดีเพื่อนๆ ชาว โลกไอทีวันนี้ ทุกคนครับ! หากพูดถึงวงการสมาร์ตโฟนเรือธงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการแข่งขันอัปเกรดสเปกกล้องกันอย่างดุเดือด แต่เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอปัญหาคลาสสิก เวลาที่อยากจะถ่ายภาพมุมกว้างหรือซูมเข้าไปใกล้ๆ แล้วคุณภาพของภาพกลับดรอปลงจนไม่เท่ากับกล้องหลัก หรือบางครั้งอัลกอริทึมของมือถือก็เร่งสีและดันความคมชัดจนภาพดูแข็งกระด้างผิดธรรมชาติไปเสียหมด
แต่วันนี้ OPPO ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านั้นและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการเป็นที่เรียบร้อย กับการเปิดตัว OPPO Find X10 Pro Max สมาร์ตโฟนแฟลกชิปกล้องสมจริงระดับสูงสุด ที่ประกาศจุดสิ้นสุดของสงครามพิกเซลด้วยการเป็น ครั้งแรกของโลกและครั้งแรกของอุตสาหกรรมที่มาพร้อมระบบกล้องหลัง 200MP สามตัว (รวมความละเอียดถึง 600MP) ซึ่งพัฒนาร่วมกับแบรนด์กล้องระดับตำนานอย่าง Hasselblad ผสานการทำงานเข้ากับ LUMO True Image Engine เจเนอเรชันใหม่ เพื่อถ่ายทอดทุกรายละเอียด สีสัน และโทนแสงเงาที่ตรงตามตาเห็นอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
นอกจากเรื่องกล้องที่จัดเต็มทั้งภาพนิ่ง วิดีโอระดับภาพยนตร์ และชุดเลนส์เสริมสุดล้ำแล้ว สมาร์ตโฟนรุ่นนี้ยังอัดแน่นด้วยความเป็นเรือธงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ ColorOS 17 พลัง Agentic AI, หน้าจอมาตรฐานสีระดับมืออาชีพ BT.2020, ชิปเซ็ตขุมพลัง 2 นาโนเมตรรุ่นใหม่ล่าสุด ไปจนถึงแบตเตอรี่ขนาดยักษ์ถึง 8,000mAh ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกความน่าทึ่งของสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ มาดูตารางสรุปสเปกฉบับเต็มของ OPPO Find X10 Pro Max กันก่อนเลยครับ
สเปก OPPO Find X10 Pro Max
ดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซ แรงบันดาลใจจากกล้องคลาสสิกสู่ดีไซน์ร่วมสมัย
สัมผัสแรกเมื่อได้หยิบ OPPO Find X10 Pro Max ขึ้นมาถือในมือ คือความรู้สึกของงานประกอบที่ประณีตและพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตัวเครื่องมีมิติขนาดอยู่ที่ 161.32 × 76.57 มม. และมีความบางเพียง 8.40 มม. เท่านั้น ซึ่งถือว่าน่าทึ่งมากเมื่อคิดว่าภายในซ่อนแบตเตอรี่ขนาด 8,000mAh เอาไว้ ขอบตัวเครื่องผลิตจากเฟรมอะลูมิเนียมพื้นผิวด้านเนื้อละเอียดที่มีการตัดขอบด้านข้างแบบเรียบ ผสานเข้ากับมุมโค้งมนอย่างนุ่มนวล รับกับฝาหลังกระจกที่ให้สัมผัสนุ่มละมุนดุจกำมะหยี่ ทำให้การจับถือใช้งานมือเดียวหรือถือถ่ายภาพนานๆ ทำได้กระชับและสบายมืออย่างมาก
สำหรับตัวเลือกสีสันในรุ่น Pro Max นี้ OPPO ได้ออกแบบมาให้เลือก 2 เฉดสี 2 คาแรกเตอร์ที่ชัดเจน เริ่มจากสีไฮไลต์อย่าง สีขาว Luna White (น้ำหนัก 233 กรัม) ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของกล้องคลาสสิกออกมาในรูปลักษณ์ร่วมสมัยได้อย่างงดงาม จุดสะดุดตาอยู่ที่บริเวณโมดูลกล้อง LUMO Camera Island ซึ่งใช้วัสดุพื้นผิวโลหะสีเงินด้านที่เป็นที่ตั้งของกล้อง True Color และระบบแฟลชคู่ ล้อมกรอบด้วยลวดลายร่องบากสไตล์กระบอกเลนส์กล้องวินเทจ พร้อมวงแหวนสีส้มด้านอันเป็นซิกเนเจอร์ของ Hasselblad ขณะที่ฝาหลังมาในดีไซน์แบบทูโทน (Two-Tone) ที่ผสานกระจกผิวด้านเรียบเนียนเข้ากับลวดลายเท็กซ์เจอร์ละเอียดคล้ายผืนผ้า ให้ฟีลลิ่งเหมือนเรากำลังถือบอดี้กล้องระดับโปรอยู่จริงๆ ส่วนใครที่ชอบความสุขุมเรียบหรูก็มี สีเทา Titanium Grey (น้ำหนัก 235 กรัม) ที่ฝาหลังขึ้นรูปจากกระจกชิ้นเดียวแบบไร้รอยต่อ โดยออกแบบพื้นผิวให้โค้งรับเข้ากับฐานโมดูลกล้องอย่างลื่นไหลต่อเนื่อง ทำให้ส่วนที่นูนขึ้นของกล้องดูกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพได้อย่างลงตัว
บริเวณเฟรมด้านซ้ายของตัวเครื่องยังได้ติดตั้งปุ่มลัดอัจฉริยะอย่าง Snap Key มาให้ด้วย ซึ่งเราสามารถปรับแต่งให้เข้าถึงฟังก์ชันที่ใช้บ่อยได้ตามสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการสลับโหมดเสียง เปิดไฟฉาย บันทึกเสียง แปลภาษา หรือแคปหน้าจอ โดยในค่าเริ่มต้นปุ่มนี้จะทำงานร่วมกับคลังความรู้ AI Mind Space เพียงกดสั้นเพื่อจับภาพหน้าจอปัจจุบัน กดค้างเพื่ออัดเสียงบันทึกช่วยจำ หรือกดสองครั้งติดกันเพื่อเปิดเข้าสู่หน้า AI Mind Space ได้ทันที
และเห็นดีไซน์สวยหรูแบบนี้ เรื่องความอึดถึกทนก็จัดเต็มระดับแนวหน้าของวงการเช่นกัน เพราะทั้งด้านหน้าและด้านหลังได้รับการปกป้องด้วยกระจก OPPO Crystal Guard Glass ที่พัฒนาร่วมกับ Corning จนผ่านการรับรองความทนทานต่อการตกกระแทกระดับ 5 ดาวจากสถาบัน SGS พ่วงด้วยมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นถึง 3 ระดับ ทั้ง IP66, IP68 ที่ทนทานต่อการแช่น้ำลึก และสูงสุดที่ระดับ IP69 ซึ่งสามารถทนต่อแรงฉีดน้ำแรงดันสูงและน้ำอุณหภูมิสูงได้ จะพกไปลุยถ่ายภาพท่ามกลางสายฝนหรือสภาพแวดล้อมที่ท้าทายแค่ไหนก็มั่นใจได้เต็มร้อย
หน้าจอแบน 6.78 นิ้ว ขอบบางเฉียบ 1.15 มม. พร้อมมาตรฐานสีระดับภาพยนตร์ BT.2020
พลิกกลับมาดูที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง OPPO Find X10 Pro Max เลือกใช้ดีไซน์หน้าจอแบนเจเนอเรชันใหม่ LTPO AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดคมชัดระดับ 2772 × 1272 พิกเซล (450 PPI) ความพิเศษที่ทำให้หน้าจอนี้ดูสวยสะกดตาคือขอบจอที่บางเฉียบเพียง 1.15 มม. เท่ากันอย่างสมมาตรทั้ง 4 ด้าน ช่วยเปิดมิติการรับชมคอนเทนต์และการพรีวิวภาพถ่ายให้กว้างเต็มตาไร้สิ่งรบกวน พร้อมรองรับอัตรารีเฟรชแบบปรับอัตโนมัติ 1-120Hz และสามารถเร่งความลื่นไหลได้สูงสุดถึง 144Hz ในเกมยอดนิยมอย่าง PUBG MOBILE และ Call of Duty Mobile
สิ่งที่ทำให้หน้าจอของสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ก้าวข้ามมาตรฐานเรือธงทั่วไปในท้องตลาด คือการเป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของโลกที่รองรับ ขอบเขตสีกว้างตามมาตรฐาน BT.2020 ซึ่งเป็นมาตรฐานสีระดับสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ระดับมืออาชีพ มีพื้นที่สีกว้างกว่ามาตรฐาน DCI-P3 บนสมาร์ตโฟนเรือธงทั่วไปถึงประมาณ 40% โดยหน้าจอของ Find X10 Pro Max สามารถครอบคลุมพื้นที่สี BT.2020 ได้สูงถึง 95% ด้วยการใช้วัสดุเปล่งแสง OLED สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินที่ OPPO พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้การแสดงผลภาพถ่ายและวิดีโอ HDR หรือ Dolby Vision โดยเฉพาะฉากที่มีสีสันจัดจ้านอย่างพลุหรือธรรมชาติ มีมิติสีที่สดใสสมจริงยิ่งกว่าที่เคย อีกทั้งวัสดุ OLED ใหม่นี้ยังช่วยลดแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายและยืดอายุการใช้งานของหน้าจอให้ยาวนานขึ้นถึง 30% อีกด้วย
ในการใช้งานจริงไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแสงแบบไหน หน้าจอนี้ก็เอาอยู่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การสู้แสงแดดจ้าตอนกลางวันด้วยความสว่างทั่วทั้งหน้าจอ (HBM) ที่ 2,000 นิต และเร่งความสว่างสูงสุดเฉพาะจุดเมื่อใช้งานกลางแจ้ง (Peak Outdoor / HDR) ได้สูงถึง 3,600 นิต (ซึ่งหากใครอยากทดสอบความสว่างสูงสุดของหน้าจอ แนะนำให้เปิดดูภาพผ่านแอป Photos ที่ติดตั้งมาในเครื่องจะเห็นผลชัดเจนที่สุดครับ) ในทางกลับกัน เมื่อใช้งานในห้องมืดสนิทก่อนนอน หน้าจอก็สามารถหรี่ความสว่างลงต่ำสุดได้ถึง 1 นิต โดยที่สีสันและรายละเอียดของภาพยังคงความชัดเจน ผสานการทำงานกับเทคโนโลยีลดการกะพริบความถี่สูง 3840Hz PWM Dimming (ที่ความสว่าง 70 นิตลงมา) และ DC Dimming (เมื่อความสว่างสูงกว่า 70 นิต) พร้อมระบบ AI Adaptive Eye Care ที่คอยแจ้งเตือนให้รักษาระยะห่างจากดวงตา รวมถึงฟีเจอร์ Adaptive tone ที่ใช้เซนเซอร์ 5 ช่องสัญญาณรุ่นใหม่ปรับอุณหภูมิสีหน้าจอให้กลมกลืนกับแสงในห้องอย่างเป็นธรรมชาติ การันตีความสบายตาด้วยใบรับรอง TÜV Rheinland Intelligent Eye Care นอกจากนี้ยังติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ 3D Ultrasonic ที่ปลดล็อกได้รวดเร็วแม่นยำ และมีฟีเจอร์ Splash Touch ที่ช่วยให้ทัชหน้าจอได้ติดนิ้วแม้ในขณะที่มือเปียกน้ำ
ปฏิวัติวงการถ่ายภาพด้วยระบบกล้อง 200MP สามตัว ครั้งแรกของโลก คมชัดทุกระยะ
ไฮไลต์สำคัญที่เป็นหัวใจหลักของ OPPO Find X10 Pro Max คือการปฏิวัติฮาร์ดแวร์กล้องถ่ายภาพ จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับการเห็นสมาร์ตโฟนใส่ความละเอียด 200MP มาให้แค่ในกล้องหลักหรือกล้องเทเลโฟโต้เพียงตัวเดียว แต่ในรุ่นนี้ OPPO ได้รวมพลังกับ Hasselblad จัดเต็มเซนเซอร์ความละเอียด 200MP ลงไปในกล้องหลังทั้งสามตัวเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม ทำให้ได้ความละเอียดรวมกันสูงถึง 600MP เพื่อมอบความคมชัดและรายละเอียดที่สม่ำเสมอเท่าเทียมกันตั้งแต่ระยะมุมกว้างพิเศษ ระยะปกติ ไปจนถึงระยะซูมไกล
ชุดภาพถ่ายเลนส์หลัก Hasselbald 200MP Ultra-Sensing
เริ่มต้นกันที่ กล้องหลัก Hasselblad 200MP พร้อม Ultra HDR ที่เลือกใช้เซนเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Samsung ISOCELL HPC ขนาดใหญ่ 1/1.3 นิ้ว ซึ่งทาง OPPO และ Samsung ร่วมกันพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ ทำงานคู่กับเลนส์ทางยาวโฟกัส 24 มม. รูรับแสงกว้างพิเศษ f/1.5 และระบบกันสั่น OIS มาตรฐาน CIPA 6.5 ความล้ำของเซนเซอร์ตัวนี้คือการมาพร้อมเทคโนโลยี DeepPix HDR เป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม ซึ่งแทนที่จะใช้วิธีเพิ่มพื้นที่กักเก็บประจุไว้ข้างโฟโตไดโอดแบบ LOFIC ทั่วไป แต่ DeepPix เลือกออกแบบโครงสร้างพิกเซลใหม่โดยตรงผ่าน 3 นวัตกรรมหลัก ได้แก่ FDTI ที่ช่วยเพิ่มความจุของโฟโตไดโอด, Dual VTG ที่ช่วยให้การถ่ายโอนอิเล็กตรอนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกตการขยายพื้นที่ Floating Diffusion (FD + Shared FD) เพื่อแปลงประจุเป็นสัญญาณแรงดันไฟฟ้าได้ดีขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือพิกเซลมีความจุในการกักเก็บประจุ (Full-Well Capacity) เพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า รองรับช่วงไดนามิกเรนจ์ได้กว้างสูงสุดถึง 17 สต็อป (17-Stop Dynamic Range) จึงเก็บรายละเอียดทั้งในส่วนแสงจ้าและเงามืดได้อย่างครบถ้วนและมีสัญญาณรบกวนต่ำมากทั้งกลางวันและกลางคืน
ชุดภาพถ่ายอัลตร้าไวด์ Hasselblad 200MP Ultra-Sensing
ขยับมาที่ กล้องอัลตร้าไวด์ Hasselblad 200MP Ultra-Sensing ซึ่งถือเป็นกล้องอัลตร้าไวด์ความละเอียด 200MP ตัวแรกของวงการสมาร์ตโฟน ขับเคลื่อนด้วยเซนเซอร์ขนาดใหญ่ Samsung ISOCELL HP5 ขนาด 1/1.56 นิ้ว รูรับแสงกว้าง f/2.2 ที่สามารถรับแสงได้มากขึ้นเป็น 2 เท่าจากรุ่นก่อนหน้า จับคู่กับโครงสร้างเลนส์ 13 มม. แบบ 7 ชิ้นเลนส์ที่ออกแบบมาด้วยความแม่นยำสูง ให้มุมมองภาพที่กว้างขวางถึง 124° นับเป็นหนึ่งในเลนส์อัลตร้าไวด์ที่กว้างที่สุดในตลาดเวลานี้ ไม่ว่าจะถ่ายทิวทัศน์ภูเขา ทะเล หรือสถาปัตยกรรมอลังการก็เก็บได้ครบและคมชัดตั้งแต่กลางภาพจรดขอบภาพ แถมยังมีระบบโฟกัสอัตโนมัติ (Autofocus) ที่เข้าใกล้ตัวแบบได้สูงสุดเพียง 4 ซม. เปลี่ยนเลนส์มุมกว้างให้กลายเป็นกล้องมาโครความละเอียดสูงสำหรับเจาะดีเทลเล็กๆ ได้ทันที
ชุดภาพถ่าย เทเลโฟโต้ Hasselbald 200MP Ultra-Sensing
ส่วนสายซูมและสายพอร์ตเทรตจะต้องหลงรัก กล้องเทเลโฟโต้ Hasselblad 200MP Ultra-Sensing ที่ใช้เซนเซอร์ Samsung ISOCELL HP5 ขนาด 1/1.56 นิ้ว ผสานเข้ากับเลนส์ Periscope ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 70 มม. (Optical 3x) พร้อมระบบกันสั่น OIS มาตรฐานสูงถึง CIPA 7.5 และมีรูรับแสงกว้างถึง f/2.1 ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในรูรับแสงที่กว้างที่สุดสำหรับกล้องเทเลโฟโต้บนสมาร์ตโฟน ช่วยให้การถ่ายภาพบุคคลครึ่งตัวหรือภาพทิวทัศน์ระยะไกลทำได้ดีเยี่ยมแม้ในที่แสงน้อย และด้วยความละเอียดที่สูงถึง 200MP ทำให้กล้องตัวนี้รองรับการครอปภาพภายในเซนเซอร์ (In-sensor Zoom) โดยไม่สูญเสียคุณภาพ โดยเมื่อซูมไปที่ระยะ 6 เท่า ภาพที่ได้จะยังคงความละเอียดสูงถึง 50MP เท่ากับว่าเรามีกล้องเทเลโฟโต้ 50MP ระยะ 6x เพิ่มขึ้นมาใช้งานอีกหนึ่งตัวโดยปริยาย นอกจากนี้ยังรองรับการถ่ายภาพเทเลมาโคร (Tele-macro) ด้วยระยะโฟกัสใกล้สุดเพียง 10 ซม. ช่วยให้เราถ่ายเจาะเกสรดอกไม้หรือแมลงตัวเล็กๆ ได้อย่างคมชัดพร้อมละลายฉากหลังเป็นโบเก้ธรรมชาติ โดยไม่ต้องเอาตัวเครื่องเข้าไปจ่อจนบดบังแสงหรือทำให้ตัวแบบตกใจ
สำหรับใครที่ต้องการพลังความละเอียดเต็มพิกัด 200MP จากทั้งสามเลนส์ ก็สามารถเปิดใช้งานได้ง่ายๆ เพียงเข้าสู่โหมด Hasselblad Hi-Res แล้วแตะเปิดไอคอน 200MP ที่ด้านบนหน้าจอ ภาพที่ได้จะมีความละเอียดมหาศาลที่สามารถนำไปพิมพ์ขนาดใหญ่ หรือใช้เครื่องมือในแอป Photos ครอปตัดแบ่งภาพเดียวออกเป็นหลายๆ ภาพในมุมมองและองค์ประกอบที่แตกต่างกันได้โดยที่ความคมชัดไม่เสียไปเลยแม้แต่น้อย แต่สำหรับการกดชัตเตอร์ในชีวิตประจำวันทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องแบกรับไฟล์ขนาดใหญ่ ระบบประมวลผลพิกเซลแบบใหม่ของตัวเครื่องจะทำการบันทึกภาพที่ความละเอียด 26MP เป็นค่าเริ่มต้นให้อัตโนมัติ ตลอดช่วงระยะซูมตั้งแต่ 0.5x ไปจนถึง 9.9x ทำให้แม้เราจะซูมในระยะกึ่งกลางระหว่างเลนส์ ภาพก็ยังคมชัดกริบโดยไม่ต้องตั้งค่าใดๆ เพิ่มเติม และเมื่อเข้าสู่สภาวะแสงน้อยมากๆ กล้องก็จะสลับไปใช้การรวมพิกเซล (Pixel Binning) ที่ความละเอียด 12MP อัตโนมัติเพื่อลดสัญญาณรบกวนให้ภาพใสเคลียร์ที่สุด
ไม่เพียงแค่กล้องหลังที่ทรงพลัง เพราะด้านหน้ายังให้ กล้องหน้าคมชัดพิเศษ 50MP ที่ใช้เซนเซอร์ Samsung ISOCELL JN5 (1/2.75) ระยะ 18 มม. รูรับแสง f/2.0 มาพร้อมมุมมองที่กว้างถึง 100° FOV และมีระบบโฟกัสอัตโนมัติ (Autofocus) เต็มรูปแบบ เวลาไปเที่ยวแล้วอยากถ่ายเซลฟี่กลุ่มใหญ่กับแก๊งเพื่อน หรือถือกล้องเดินถ่าย Vlog เล่าเรื่องราวระหว่างทาง ก็สามารถเก็บได้ครบทั้งใบหน้าคมชัดและบรรยากาศสวยๆ รอบตัวภายในเฟรมเดียว
ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า
LUMO True Image Engine ถ่ายทอดสีสัน โทนภาพ และงานผิวที่สมจริงตรงตามตาเห็น
การมีเซนเซอร์ 200MP สามตัวเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่ทำให้ภาพถ่ายจาก OPPO Find X10 Pro Max มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างอย่างแท้จริง คือแนวคิดการประมวลผลภาพแบบใหม่ เพราะ OPPO มองว่าภาพถ่ายที่ดีควรบันทึกความทรงจำในวินาทีนั้นไว้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่การใช้อัลกอริทึมเข้าไปปรุงแต่งจนสีเพี้ยน ดัน HDR จนภาพดูแบนไร้มิติ หรือเร่งความคมชัด (Over-sharpening) จนขอบวัตถุขึ้นเป็นเส้นแข็งกระด้าง นั่นจึงเป็นที่มาของ LUMO True Image Engine เทคโนโลยีประมวลผลภาพเจเนอเรชันใหม่ที่ผสานศาสตร์แห่งสีจาก Hasselblad เข้ากับข้อมูลแสงจาก กล้องสีสันสมจริงเจเนอเรชันใหม่ (True Color Camera) ความละเอียด 3.2M Multispectral Pixels (f/2.4, มุมมอง 95°) ที่สามารถตรวจจับข้อมูลแสงแบบหลายช่วงสเปกตรัมได้ละเอียดถึง 24 ช่องสัญญาณ (24-channel) พร้อมช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นกว่าเดิมถึง 5.5 เท่า
เมื่อข้อมูลสีจากสภาพแวดล้อมจริงที่แม่นยำถูกส่งต่อมายัง LUMO True Image Engine ทำให้ภาพถ่ายที่ได้มีความสมจริงใน 4 มิติหลัก เริ่มตั้งแต่เรื่องของ สีสันสมจริง ไม่ว่าจะเป็นสีส้มทองของพระอาทิตย์ตกดิน สีเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบหญ้า หรือสีฟ้าครามของท้องฟ้าและน้ำทะเล ก็ถูกถ่ายทอดออกมาได้ตรงตามที่ตาเรามองเห็น โดยเฉพาะ โทนสีผิวของบุคคล (Skintone) ที่ระบบจะรักษาความแตกต่างของเฉดสีผิวและความสว่างตามธรรมชาติเอาไว้ โดยไม่พยายามปรับผิวให้ขาวสว่างเว่อร์จนใบหน้าดูซีดเซียว
ต่อมาคือเรื่องของ โทนภาพและแสงเงาที่สมดุล ซึ่งได้นำเอาคาแรกเตอร์การไล่โทนแสงจาก Hasselblad Master Mode มาปรับใช้ในการถ่ายภาพปกติ โดยลดการดึงแสงเฉพาะจุดและการทำ HDR ที่มากเกินพอดีลงอย่างมาก เพื่อรักษาคอนทราสต์ตามธรรมชาติของซีนนั้นๆ ให้ส่วนที่สว่างยังคงดูสว่างสดใส ส่วนเงามืดยังคงมีความลึกมีมิติ ทำให้ตัวแบบดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ ถัดมาคือการรักษา รายละเอียดพื้นผิวที่สมจริง (True Texture) ด้วยการลดการเร่งความคมชัดและการเกลี่ยลดนอยส์ที่รุนแรงเกินไป พร้อมตัดการประมวลผล AI ที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เซนเซอร์ 200MP และชิ้นเลนส์คุณภาพสูงได้โชว์ศักยภาพในการเก็บดีเทลที่แท้จริง เวลาที่เราซูมดูภาพใกล้ๆ เราจะเห็นความละเมียดละไมของเส้นผม เนื้อผ้า หรือแม้กระทั่งดีเทลงานผิวธรรมชาติอย่างรอยกระและไฝเล็กๆ บนใบหน้าของตัวแบบได้อย่างชัดเจน โดยที่ภาพรวมดูนุ่มนวลสบายตาเหมือนภาพที่ได้จากกล้องถ่ายภาพระดับโปร และสุดท้ายคือ ความสม่ำเสมอในทุกระยะ ที่ทำให้สีสันและโทนภาพบนหน้าจอพรีวิวตรงกับภาพที่ถ่ายออกมาจริง รวมถึงคงโทนสีเดียวกันเป๊ะทั้งในภาพปกกับวิดีโอของโหมดภาพเคลื่อนไหว และเมื่อสลับระยะเลนส์ไปมา
นอกจากความสมจริงแล้ว สายอาร์ตที่ชอบคุมโทนภาพจะต้องถูกใจฟีเจอร์ LUMO Color Palette ที่ต่อยอดมาจากการประมวลผลภาพของซีรีส์นี้ โดยขนเอาสไตล์ภาพสำเร็จรูปมาให้เลือกถึง 18 แบบ ไฮไลต์คือการเพิ่มโทนใหม่อย่าง Pearl ที่ช่วยให้ผิวตัวแบบดูขาวกระจ่างใสในโทนเย็น และ Amber ที่เติมมู้ดสีอำพันสุดอบอุ่นให้กับภาพบุคคล รวมถึงมีโทนจำลองฟิล์มคลาสสิกยอดฮิตอย่าง Portra, Positive Film, NC และ CC มาให้ครบ วิธีเรียกใช้งานก็ง่ายมาก เพียงเข้าแอปกล้องแล้วแตะไอคอนบริเวณมุมขวาล่าง เราก็จะเจอกับตารางควบคุม (Grid Control) ที่ให้เราใช้นิ้วลากปรับโทนภาพความสว่างในแนวตั้ง และลากปรับความอิ่มตัวของสีในแนวนอนได้อย่างละเอียดตามใจชอบ โดยที่ระบบจะยังคงล็อกโทนสีผิวของตัวแบบให้ดูเป็นธรรมชาติอยู่เสมอ
ตัวอย่าง LUMO Color Palette
เท่านั้นยังไม่พอ สำหรับใครที่บางครั้งไม่แน่ใจว่าจะจัดวางมุมกล้องอย่างไรให้สวย ในหน้าจอพรีวิวกล้องยังมีฟีเจอร์ LUMO Framing (แตะเปิดได้ที่ไอคอนรูปดาวทางด้านขวาของหน้าจอพรีวิว) ซึ่งใช้โมเดล AI บนตัวเครื่องวิเคราะห์ตัวแบบและฉากหลังแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์ พร้อมแสดงเส้นไกด์แนะนำการจัดองค์ประกอบภาพบนหน้าจอให้ทันทีก่อนกดชัตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายพอร์ตเทรตระยะใกล้หรือถ่ายคู่กับวิวทิวทัศน์
และการร่วมมือกับ Hasselblad ในครั้งนี้ก็ยังคงมอบประสบการณ์ระดับตำนานมาให้อย่างครบถ้วน ทั้ง โหมด Hasselblad Master ที่ปรับจูนสีอ้างอิงจากกล้องมีเดียมฟอร์แมต Hasselblad X2D เปิดให้ปรับค่าพารามิเตอร์เองได้ทั้งหมดและรองรับการถ่ายไฟล์ 50MP RAW MAX, โหมด Hasselblad Portrait ที่ตัดขอบละลายหลังได้เนียนกริบพร้อมโบเก้สไตล์ภาพยนตร์ และ โหมด Hasselblad XPan สำหรับถ่ายภาพอัตราส่วนกว้าง 65:24 สุดคลาสสิกที่มาพร้อมแอนิเมชันการล้างฟิล์ม และความสามารถในการนำภาพถ่ายต่อเนื่อง 3 ภาพมาเรียงต่อกันเป็นภาพพาโนรามาเรื่องราวเดียวกันได้อีกด้วย
ชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad ปลดล็อกพลังซูมออปติคอลแท้ 10 เท่า ดึงทุกภาพไกลให้ใกล้แค่เอื้อม
สำหรับนักเดินทาง สายถ่ายภาพธรรมชาติ สัตว์ป่า นก ดอกไม้ หรือคนที่ชอบไปเก็บบรรยากาศในฮอลล์คอนเสิร์ตใหญ่ๆ OPPO Find X10 Pro Max ได้ยกระดับความสามารถในการซูมไปอีกขั้นด้วยการรองรับ ชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad (200MP 10x Optical Telephoto) อุปกรณ์เสริมเลนส์เทเลคอนเวอร์เตอร์ระดับมืออาชีพที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Hasselblad
ความสุดยอดของชุดเลนส์เสริมตัวนี้คือโครงสร้างทางออปติกภายในที่จัดเรียงชิ้นเลนส์แก้วผิวทรงกลมคุณภาพสูงไว้ถึง 13 ชิ้น แบ่งออกเป็น 3 ชุด ในรูปแบบ 4+4+5 ชิ้น ซึ่งภายในนี้ประกอบไปด้วยชิ้นเลนส์แก้วความคลาดเคลื่อนต่ำพิเศษ (ED Glass) จำนวน 3 ชิ้นที่ช่วยขจัดปัญหาความคลาดเคลื่อนของสี (Chromatic Aberration) ร่วมกับการเคลือบผิวเลนส์แบบ PVD เพื่อลดแสงแฟลร์และแสงสะท้อนรบกวน เมื่อเรานำเทเลคอนเวอร์เตอร์ที่มีกำลังขยายแบบออปติคอล 3.28 เท่า ตัวนี้ มาสวมเข้ากับกล้องเทเลโฟโต้ 200MP (ระยะ 3x) ของตัวเครื่อง จะทำให้สมาร์ตโฟนของเรากลายเป็นกล้องที่มีทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 230 มม. หรือให้ระยะซูมออปติคอลแท้ 10 เท่า (10x Optical Zoom) ทันที!
เมื่อสวมชุดเลนส์เสริมเข้าไปแล้ว ในหน้าอินเทอร์เฟซของกล้องจะเปิดให้เราเลือกใช้งานระยะซูมสำหรับการถ่ายภาพนิ่งได้ตั้งแต่ระยะ 230 มม. (10 เท่า) และอาศัยการครอปจากเซนเซอร์ความละเอียดสูง 200MP ขยายต่อไปเป็นระยะ 460 มม. (20 เท่า) และพุ่งไปถึง 920 มม. (40 เท่า) หรือไกลกว่านั้นได้โดยที่ภาพยังคงความคมชัดและรายละเอียดพื้นผิวไว้อย่างน่าทึ่ง ส่วนในโหมดการถ่ายวิดีโอเมื่อใส่เลนส์เสริม ก็สามารถเลือกกดซูมที่ระยะ 10 เท่า, 20 เท่า และ 40 เท่า ได้อย่างอิสระ รองรับการบันทึกที่ความละเอียดสูงถึง 4K หรือ 1080p ทั้งในแบบ 60fps และ 30fps เรียกได้ว่าเปลี่ยนสมาร์ตโฟนในมือให้กลายเป็นกล้องติดเลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้ขนาดพกพาที่พร้อมดึงทุกวัตถุที่อยู่ไกลสุดสายตาให้เข้ามาใกล้แค่เอื้อมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ตัวอย่างภาพถ่ายจากชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad TelePhoto Kits
ตัวอย่างภาพเทียบระยะสตูดิโอภาพยนตร์เคลื่อนที่ วิดีโอ 4K 120fps & 8K ทุกเลนส์, Open Gate Capture และ Blackmagic Camera
ขยับมาดูฝั่งงานวิดีโอกันบ้าง บอกเลยว่าครีเอเตอร์และสายโปรดักชันจะต้องร้องว้าว เพราะนี่คือครั้งแรกบนสมาร์ตโฟนของ OPPO ที่กล้องหลัง 200MP ทั้งสามตัว (อัลตร้าไวด์, กล้องหลัก และเทเลโฟโต้) รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 4K 60fps, 4K 120fps สำหรับทำภาพสโลว์โมชันสุดสมูท ไปจนถึงความละเอียดสูงระดับ 8K 30fps ได้ครบทุกเลนส์! พร้อมรองรับการบันทึกแบบ Dolby Vision HDR และนำเทคโนโลยี LUMO True Image Engine มาช่วยประมวลผลสีสันและโทนสีผิวในวิดีโอให้มีความละเมียดละไมไม่แพ้ภาพนิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น กล้องหลักของตัวเครื่องยังสามารถดึงศักยภาพของเซนเซอร์ DeepPix ออกมาใช้ในงานวิดีโอ เพื่อมอบ ช่วงไดนามิกสูงสุดถึง 17 สต็อป (17-Stop Dynamic Range) เทียบชั้นกล้องถ่ายภาพยนตร์ระดับมืออาชีพ (วิธีเปิดใช้งานเต็มประสิทธิภาพเพียงเข้าโหมดวิดีโอ ตั้งค่าเป็น 4K 30fps หรือ 60fps เปิด Dolby Vision และใช้ระยะ 1x) ทำให้เวลาที่เราถ่ายวิดีโอย้อนแสงอาทิตย์ตกดิน ถ่ายคนริมหน้าต่างที่สว่างจ้า หรือถ่ายพลุและเปลวไฟตอนกลางคืน กล้องจะสามารถเก็บรายละเอียดในส่วนไฮไลต์ที่สว่างจัดและส่วนเงามืดลึกได้พร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนเรื่องความนิ่งในการเดินถือถ่ายก็มีระบบกันสั่นเจเนอเรชันใหม่ (เปิดใช้งานโดยแตะไอคอนตั้งค่าเพิ่มเติมในโหมดวิดีโอแล้วเลือก Ultra Steady) ซึ่งสามารถชดเชยและแก้ไขการสั่นไหวในแนวหมุนเอียงโดยไม่ตั้งใจได้สูงสุดถึง 5° ช่วยให้ฟุตเทจของเรานิ่งสนิทและได้ระนาบเส้นขอบฟ้าที่ตรงสวยงามอยู่เสมอ
สำหรับสายตัดต่อมือโปร OPPO Find X10 Pro Max ได้ใส่ฟีเจอร์ระดับกล้อง Cinema อย่าง Open Gate Capture มาให้ใช้งานได้บน กล้องหลังทั้งสามตัว เป็นครั้งแรก โดยเป็นการเปิดใช้พื้นที่รับภาพเต็มเซนเซอร์ทั้งหมด ทำให้เก็บพื้นที่ภาพใน แนวตั้งได้มากขึ้นถึง 66% และในแนวนอนได้มากขึ้น 25% เมื่อเทียบกับการถ่ายวิดีโอสัดส่วนมาตรฐาน ประโยชน์มหาศาลของฟีเจอร์นี้คือครีเอเตอร์สามารถกดถ่ายฟุตเทจเพียงครั้งเดียว แล้วนำไฟล์ไปครอปจัดเฟรมในขั้นตอน Post-production เพื่อแยกทำทั้งคลิปแนวนอน (16:9) ลง YouTube และคลิปแนวตั้ง (9:16) ลง Reels หรือ TikTok ได้อย่างอิสระโดยไม่เสียพื้นที่สำคัญของภาพ วิธีเปิดใช้งานเพียงเข้าแอปกล้อง เลื่อนแถบเมนูด้านล่างไปที่หัวข้อ "เพิ่มเติม" (มุมขวาสุด) เลือกโหมด "วิดีโอโปร" แล้วแตะเปิดไอคอน "Open Gate" ที่มุมขวาบนได้เลย (ทั้งนี้ ในโหมด Open Gate ระบบกันสั่นอิเล็กทรอนิกส์ EIS จะถูกปิดการทำงานเพื่อให้ใช้พื้นที่เซนเซอร์ได้เต็มส่วน โดยที่ระบบกันสั่นออปติคอล OIS ยังคงทำงานอยู่ แนะนำให้ใช้งานคู่กับกิมบอลจะได้ภาพที่นิ่งสมบูรณ์แบบที่สุดครับ)
นอกจากนี้ โหมดวิดีโอโปรและการถ่ายแบบ Open Gate ยังรองรับโปรไฟล์สี O-Log2 เจเนอเรชันที่สองของ OPPO ทั้งในความละเอียด 4K 60fps, 4K 120fps และ 8K 30fps เพื่อเก็บข้อมูลสีแบบ Flat สำหรับนำไปเกรดสีต่อได้อย่างยืดหยุ่น โดยมีฟีเจอร์พรีวิว 3D LUT แบบเรียลไทม์ บนหน้าจอขณะถ่ายทำ หรือจะเลือกฝังโทนสี LUT ลงไปในไฟล์วิดีโอโดยตรงเพื่อนำไปโพสต์ใช้งานทันทีก็ได้เช่นกัน
ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะ OPPO ได้จับมือกับ Blackmagic Design ปรับแต่งแอปพลิเคชัน Blackmagic Camera ให้ทำงานเข้ากับฮาร์ดแวร์ของ Find X10 Series ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานควบคุมค่าการถ่ายทำระดับภาพยนตร์ได้เองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Frame Rate, Shutter Angle (มุมชัตเตอร์), White Balance, ISO พร้อมเครื่องมือมอนิเตอร์ระดับโปรอย่าง Timecode, Histogram, Audio Meter, Focus Peaking และ Frame Guides และที่สำคัญคือความร่วมมือครั้งนี้ทำให้แอป Blackmagic Camera บนระบบ Android รองรับการบันทึกวิดีโอ Dolby Vision ได้โดยตรงเป็นครั้งแรก รวมถึงใช้งานควบคู่กับ Open Gate และ O-Log2 ได้อย่างครบวงจร ยิ่งถ้านำไปประกอบร่างเข้ากับชุดอุปกรณ์เสริม OPPO Tilta KHRONOS Creator Kit ที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์อุปกรณ์ภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Tilta ซึ่งภายในชุดมีทั้งเคสอะลูมิเนียมสุดแกร่ง อะแดปเตอร์เลนส์ ขาตั้งพกพา พัดลมระบายความร้อนสำหรับการถ่ายต่อเนื่องยาวนาน และด้ามจับเสริม ก็ยิ่งเปลี่ยนสมาร์ตโฟนเครื่องนี้ให้กลายเป็นกองถ่ายขนาดย่อมได้ทันที และเมื่อสร้างสรรค์ผลงานเสร็จแล้ว OPPO ยังได้ร่วมมือกับ Meta เพื่อให้ผู้ใช้ Find X10 Series สามารถอัปโหลดวิดีโอขึ้นบน Instagram Reels และ Stories ได้ด้วยคุณภาพระดับสตูดิโอที่แทบไม่สูญเสียรายละเอียด คมชัดตรงตามต้นฉบับทุกประการ
ระบบปฏิบัติการ ColorOS 17 ลื่นไหล ฉลาดล้ำ และปลอดภัยด้วย Agentic AI
ขับเคลื่อนประสบการณ์การใช้งานในทุกวันให้สมูทไร้รอยต่อด้วยระบบปฏิบัติการ ColorOS 17 (บนพื้นฐาน Android 17) รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ปรับจูนแอนิเมชันและการสลับเข้าออกระหว่างแอปพลิเคชันให้ทำงานได้อย่างลื่นไหลติดนิ้วไม่มีสะดุด พร้อมก้าวเข้าสู่ยุคของ Agentic AI อย่างเต็มตัวด้วย 4 ฟีเจอร์อัจฉริยะที่คิดมาเพื่อผู้ใช้งานจริง
เริ่มตั้งแต่ AI Mind Pilot ศูนย์กลางความอัจฉริยะที่รวบรวมเอาโมเดลและบริการ AI ชั้นนำระดับโลกอย่าง Gemini, Perplexity และ ChatGPT มาไว้ในที่เดียว โดยทำงานเชื่อมโยงกับคลังความรู้ส่วนตัวของเราใน AI Mind Space เพื่อช่วยค้นหา สรุป และจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทาง OPPO ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวสูงสุด หากมีงานใดที่จำเป็นต้องอัปโหลดข้อมูลออกไปยังบริการ AI ภายนอก ระบบจะแสดงหน้าต่างขออนุญาตจากผู้ใช้อย่างชัดเจนก่อนทุกครั้ง เพื่อให้เราเป็นผู้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทำงานคู่กับ AI Mind Suggest ระบบผู้ช่วยรู้ใจที่จะคอยวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลหรือบริการที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ช่วยให้การจัดการตารางชีวิตและกิจกรรมประจำวันสะดวกสบายขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ค้นหาเอง
ส่วนสายโซเชียลและคนชอบแต่งรูปจะต้องประทับใจกับ AI Photo Agent ที่เปลี่ยนการรีทัชและแต่งภาพขั้นสูงให้กลายเป็นเรื่องง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการให้ AI ช่วยวิเคราะห์ภาพแล้วแนะนำการปรับแต่งที่เหมาะสมที่สุดให้อัตโนมัติ การพิมพ์หรือสั่งงานด้วยคำสั่งภาษาพูดง่ายๆ ให้ AI แก้ไขจุดที่ต้องการ ไปจนถึงความสามารถในการดึงเอาโทนสีและมู้ดแอนด์โทนจากภาพอ้างอิง (Reference Image) ที่เราชอบ มาปรับใช้กับภาพถ่ายของเราได้อย่างแนบเนียน ปิดท้ายความอุ่นใจด้วย AI Call Guard ระบบความปลอดภัยที่ฝังอยู่ในระดับระบบปฏิบัติการ โดยใช้ AI บนตัวเครื่อง (On-device AI) คอยตรวจจับความเสี่ยงระหว่างการสนทนาที่อาจเป็นสายจากมิจฉาชีพ พร้อมช่วยปกป้องเราจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างการใช้ AI สวมใบหน้า (Deepfake) และการเลียนแบบเสียงได้อย่างทันท่วงที
ขุมพลังชิปเซ็ต 2 นาโนเมตร MediaTek Dimensity 9600 Pro และแบตเตอรี่อึดทะลุโลก 8,000mAh
เพื่อให้สามารถรองรับการประมวลผลภาพ 600MP, วิดีโอ 8K และโมเดล AI ขั้นสูงได้อย่างสบายๆ OPPO Find X10 Pro Max จึงได้เลือกใช้ขุมพลังชิปเซ็ตเรือธงรุ่นใหม่อย่าง MediaTek Dimensity 9600 Pro ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนกลุ่มแรกของโลกที่ได้ใช้ชิปเซ็ตที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม N2P ขนาด 2 นาโนเมตรขั้นสูงของ TSMC ภายในประกอบด้วยโครงสร้าง CPU แบบ All Big Core ดีไซน์ใหม่ นำทัพโดยคอร์ประสิทธิภาพสูง C2-Ultra จำนวน 2 คอร์ ที่ทำความเร็วสัญญาณนาฬิกาได้สูงสุดถึง 4.55GHz ส่งผลให้ประสิทธิภาพการประมวลผลแบบ Single-Core แรงขึ้นถึง 17%, แบบ Multi-Core แรงขึ้น 15% และช่วยประหยัดพลังงานในการทำงานแบบ Multi-Core ได้ดีขึ้นถึง 61% เมื่อเทียบกับเจเนอเรชันก่อนหน้า
ด้านการประมวลผลกราฟิกใช้ชิป GPU G2-Ultra NX รุ่นใหม่ที่รีดประสิทธิภาพสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 27% ประหยัดพลังงานดีขึ้น 24% และคำนวณแสงเงาสมจริงแบบ Ray Tracing ได้รวดเร็วขึ้น 18% ขณะที่งานด้าน AI ก็ได้ ดีไซน์ NPU คู่เจเนอเรชันล่าสุด ที่ช่วยให้การประมวลผลข้อมูลป้อนเข้าของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM Prefill) ทำได้เร็วขึ้นถึง 51% และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นถึง 40% โดยขุมพลังทั้งหมดนี้ทำงานประสานกับหน่วยความจำ RAM 16GB แบบ LPDDR5X (ความเร็ว 9600 Mbps) และพื้นที่เก็บข้อมูล ROM 512GB แบบ UFS 4.1 โดยมีระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ขั้นสูงคอยควบคุมอุณหภูมิให้ตัวเครื่องคงประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง (สำหรับสายเกมมิ่งหรือผู้ที่ต้องการทดสอบความแรงขั้นสุด สามารถเข้าไปเปิด "โหมดประสิทธิภาพสูง" ได้ที่เมนู การตั้งค่า > แบตเตอรี่)
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการ คือการบรรจุ แบตเตอรี่ OPPO Silicon-Carbon ความจุสูงถึง 8000mAh ลงมาในตัวเครื่องที่บางเพียง 8.40 มม. นับเป็นความจุแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตระกูล OPPO Find Series! ด้วยการพัฒนาวัสดุซิลิคอนคาร์บอนสูตรพิเศษของ OPPO ร่วมกับชิปจัดการพลังงาน PowerCore ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพการจ่ายไฟโดยเฉพาะในยามที่แบตเตอรี่เหลือน้อย ทำให้สมาร์ตโฟนรุ่นนี้สามารถใช้งานทั่วไปได้ยาวนานสูงสุดถึง 2 วันเต็มต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว จากผลการทดสอบของ OPPO Lab พบว่าสามารถใช้สตรีมดู YouTube ต่อเนื่องได้นานถึง 26.8 ชั่วโมง, ไถดูคลิป TikTok ได้นาน 19.6 ชั่วโมง, เล่นเกม PUBG MOBILE ที่เฟรมเรต 144fps ได้ยาวนาน 8.3 ชั่วโมง หรือใช้บันทึกวิดีโอความละเอียดสูง 4K 60fps ต่อเนื่องได้นานถึง 6.5 ชั่วโมงเลยทีเดียว ที่สำคัญคือแบตเตอรี่ลูกนี้ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานในระยะยาว โดยยังคงรักษาความจุแบตเตอรี่ไว้ได้มากกว่า 80% แม้จะผ่านการใช้งานทั่วไปยาวนานถึง 5 ปี
ในส่วนของการเติมพลังงานก็รวดเร็วและยืดหยุ่นสุดๆ ด้วยเทคโนโลยีชาร์จไวแบบมีสาย 80W SUPERVOOC ที่เสียบชาร์จเพียงไม่กี่นาทีก็พร้อมลุยต่อได้อีกหลายชั่วโมง และยังรองรับการชาร์จเร็วผ่านอะแดปเตอร์มาตรฐานสากล USB-PD ได้สูงสุดถึง 55W ตลอดจนรองรับการชาร์จไร้สายความเร็วสูง 50W AIRVOOC และการชาร์จย้อนกลับเพื่อแบ่งปันแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย (Reverse Wired & Wireless Charging)
ปิดท้ายความสมบูรณ์แบบของการเป็นรุ่น Pro Max ด้วยการใส่ ลำโพงคู่ขนาดใหญ่แบบสมมาตร ที่ให้มิติเสียงสเตอริโอกว้างขวางและสมดุลทั้งสองฝั่งตัวเครื่อง, มอเตอร์สั่นแกน X (X-Axis Haptic Motor รุ่น 0816C) ขนาดใหญ่ที่จูนแรงสั่นสะเทือนมาอย่างละเอียด มอบฟีดแบ็กการพิมพ์และการเล่นเกมที่คมชัดสมจริง, พอร์ตเชื่อมต่อความเร็วสูง USB 3.2 Gen 1 ที่ช่วยให้การโอนย้ายไฟล์ภาพถ่าย 200MP และฟุตเทจวิดีโอ 8K ลงคอมพิวเตอร์ทำได้รวดเร็วทันใจ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อแห่งอนาคตครบครันทั้ง Dual SIM, Wi-Fi 7, Bluetooth 6.2, NFC และไมโครโฟนรับเสียงถึง 4 ตัว
สรุปราคาและการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
เรียกได้ว่า OPPO Find X10 Pro Max คือสมาร์ตโฟนที่เกิดมาเพื่อนิยามคำว่าเรือธงด้านการถ่ายภาพและนวัตกรรมอย่างแท้จริง ตอบโจทย์ครบทั้งช่างภาพมืออาชีพ ครีเอเตอร์สายวิดีโอ ไปจนถึงผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการสมาร์ตโฟนที่ถ่ายรูปสวยสมจริงเป็นธรรมชาติ หน้าจอดีเยี่ยม เครื่องแรง และแบตเตอรี่อึดที่สุดในเวลานี้
เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้! สำหรับ OPPO Find X10 Series มีให้เลือก 2 รุ่น พร้อมราคาและอุปกรณ์เสริม ดังนี้ครับ
OPPO Find X10 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีฟ้า Glacier Blue, สีส้ม Glow Coral และสีเทา Mist Grey
รุ่นความจุ 12GB + 256GB ราคา 43,999 บาท
รุ่นความจุ 12GB + 512GB ราคา 49,999 บาท
OPPO Find X10 Pro Max มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว Luna White และสีเทา Titanium Grey
รุ่นความจุ 16GB + 512GB ราคา 59,999 บาท
สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มประสบการณ์การถ่ายภาพระยะไกล สามารถซื้อ ชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad แยกจำหน่ายในราคา 7,999 บาทต่อชุด โดยมีชุดสำหรับ OPPO Find X10 และ OPPO Find X10 Pro Max ให้เลือกตามรุ่นที่ใช้งาน
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจซื้อชุดเลนส์เสริม: ทั้งนี้ ชุดเลนส์เสริมไม่สามารถใช้สลับกันระหว่างรุ่นได้ และชุดสำหรับ OPPO Find X10 Pro Max โปรดเลือกให้ตรงกับสีของตัวเครื่อง โดยไม่สามารถใช้งานสลับกันระหว่างสีได้ กรุณาตรวจสอบรุ่นและสีที่รองรับก่อนตัดสินใจซื้อนะครับ
📌 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อ OPPO Find X10 Pro Max ได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ OPPO: https://www.oppo.com/th/product/oppo-find-x10-pro-max.P.P1101257?utm_source=PR&utm_medium=paidsocial&utm_campaign=FindX10MKT
Article By : โลกไอทีวันนี้































































































































































