เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมต้น สมาร์ตโฟนไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือสื่อสารเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนและการใช้ชีวิตประจำวันด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลายครอบครัวที่ต้องหนักใจเมื่อลูกมาบอกว่า "เพื่อนๆ ใช้ iPhone กันหมด มีแค่หนูที่ใช้ไม่เหมือนคนอื่น" และเรียกร้องอยากจะเปลี่ยนเครื่องใหม่
ในประเทศญี่ปุ่น ณ เดือนเมษายน ปี 2026 ทาง Apple วางจำหน่าย iPhone 17e ในราคาเริ่มต้นที่ 99,800 เยน (ประมาณ 20,200 บาท) ในขณะที่ฝั่งสมาร์ตโฟน Android แบบปลดล็อกซิม (SIM-free) มีหลายรุ่นที่ราคาอยู่ในช่วง 30,000 – 40,000 เยน (ประมาณ 6,000 - 8,000 บาท) ซึ่งถือว่ามีส่วนต่างราคาที่ค่อนข้างสูงมาก บทความนี้จะมาแจกแจงให้เห็นว่า ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับส่วนต่างราคานั้นมีอยู่จริงหรือไม่ โดยพิจารณาจากทั้งมุมมองด้านสถานะการเงินของครอบครัวและการใช้งานจริง
ทำไมเด็กๆ ถึงอยากได้ iPhone?
เหตุผลที่เด็กๆ อยากได้ iPhone ไม่ใช่แค่เรื่องของค่านิยมหรือการอยากอวดเพื่อนเท่านั้น แต่เป็นเพราะ iPhone สามารถใช้ฟีเจอร์ "AirDrop" เพื่อแชร์รูปภาพหรือข้อมูลกับเครื่องที่อยู่ใกล้เคียงกันได้ง่าย ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่า "เข้ากลุ่มกับเพื่อนได้ง่าย" ในชีวิตที่โรงเรียน (Apple เองก็มีจุดขายเรื่องการใช้ AirDrop เพื่อแชร์คอนเทนต์ระหว่างอุปกรณ์ Apple ที่อยู่ใกล้เคียงเช่นกัน)
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในเรื่องนี้คือ "การใช้ของให้เหมือนเพื่อน" กับ "ความคุ้มค่าที่จะจ่ายเงิน 1 แสนเยน" เป็นคนละเรื่องกัน
ในฐานะพ่อแม่ ควรรับฟังและเข้าใจความรู้สึกของลูก แต่ก็ต้องไม่ตัดสินใจซื้อเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกหรือแค่อยากทำตามคนรอบข้าง โดยต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเรากำลังจ่ายเงินซื้ออะไร
iPhone 17e กับ Android ราคา 4 หมื่นเยน ต่างกันอย่างไร?
iPhone 17e รุ่นความจุ 256GB ราคาเริ่มต้นที่ 99,800 เยน (ประมาณ 20,200 บาท) มาพร้อมหน้าจอ Super Retina XDR ขนาด 6.1 นิ้ว, กล้อง Fusion 48MP, รองรับ Face ID และ MagSafe, เล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 26 ชั่วโมง
Android กลุ่มราคา 4 หมื่นเยน ที่วางขายในญี่ปุ่นตอนนี้
Motorola "moto g66j 5G" ราคา 38,800 เยน (ประมาณ 7,900 บาท) มีหน้าจอ FHD+ ขนาด 6.7 นิ้ว, รีเฟรชเรต 120Hz, RAM 8GB, ความจุ 128GB
SHARP "AQUOS wish5" ราคา 34,980 เยน (ประมาณ 7,000 บาท) มีหน้าจอ HD+ LCD ขนาด 6.6 นิ้ว, รีเฟรชเรต 120Hz, RAM 4GB, ความจุ 128GB
จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นเครื่องราคา 4 หมื่นเยน แต่ก็มีขนาดหน้าจอและประสิทธิภาพพื้นฐานที่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปอย่างครบถ้วน
แต่ ในทางกลับกัน ก็คือการมองว่าคุณยอมจ่ายเงินส่วนต่างนี้ เพื่อแลกกับประสิทธิภาพการประมวลผลที่สูงกว่า การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อระหว่างอุปกรณ์ Apple ด้วยกัน ตลอดจนความสะดวกสบายของกล้องและระบบการชาร์จนั่นเอง
แต่สำหรับเด็กมัธยมต้นในญี่ปุ่น สิ่งที่สำคัญกว่าความแรงของเครื่องคือ การป้องกันไม่ให้เด็กใช้งานมากเกินไป และความง่ายในการตั้งค่าควบคุมสำหรับผู้ปกครอง
iPhone มีฟีเจอร์ Screen Time ที่สามารถจำกัดเวลาการใช้แอปหรือจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาตามช่วงวัยได้
ด้าน Android ก็สามารถตั้งค่าการจัดการในลักษณะเดียวกันได้ผ่านแอป "Google Family Link" และสมาร์ตโฟนบางรุ่นยังมี "โหมดสำหรับเด็ก" มาให้โดยเฉพาะ
ดังนั้น หากมองในมุมของความปลอดภัยเมื่อให้เด็กพกพา" iPhone จึงไม่ได้โดดเด่นกว่า และหากเน้นใช้งานแค่ถ่ายรูป ดูวิดีโอ ติดต่อสื่อสาร และค้นหาข้อมูล Android ราคาประมาณ 4 หมื่นเยน ก็ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ดีพอแล้ว
ดังนั้นในมุมมองของครอบครัว iPhone 17e ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเสมอไป แทนที่จะเลือกมือถือราคา 1 แสนเยนเพียงเพราะเหตุผลที่ว่า "เพื่อนก็ใช้กัน" สิ่งที่สำคัญกว่าคือการพิจารณาว่า "จะใช้งานกี่ปี" และ "สมาร์ตโฟนเครื่องปัจจุบันมีปัญหาในการใช้งานอะไรบ้าง" ควรนำประเด็นเรื่องส่วนต่างราคาที่แพงมาพูดคุยกับลูกให้เข้าใจตรงกัน โดยอาจเริ่มจากการตัดสินใจแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ใช้เครื่องเดิมไปก่อน หรือรอเปลี่ยนเครื่องใหม่ตอนเลื่อนชั้นเรียน ซึ่งเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลมากกว่า
แต่กระนั้นในประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ผู้คนกว่า 90% ในประเทศใช้ "iPhone" กันหมด ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นประเด็นเรื่อง "ค่านิยมในสังคมหมู่มาก" มากกว่าเรื่องประสิทธิภาพหรือความคุ้มค่านั่นเอง
Source : Yahoo Japan
Article By : โลกไอทีวันนี้




