โลกไอทีวันนี้ (World IT Today)

Apple ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เปิดตัว "Apple Intelligence" รุ่นที่ 2 และ การยกระดับ "Siri AI" ด้วย Google Gemini แต่ไม่ต้องถามหาภาษาไทยนะ !!!

จบลงไปแล้วสำหรับงานสัมนานักพัฒนาประจำปีของ Apple หรือ WWDC 2026 ซึ่งในปีนี้เป็นการประกาศจุดยืนและก้าวสำคัญในสมรภูมิ AI ด้วยการเปิดตัวโมเดลอัจฉริยะ "Apple Intelligence" เจเนอเรชันที่ 2 พร้อมการอัปเกรดผู้ช่วยคำสั่งเสียงที่เรารู้จักกันดีให้กลายเป็น "Siri AI" ที่เก่งกาจ เข้าใจบริบท และเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยแอดได้รวบรวมไฮไลท์และอัปเดตข้อมูลล่าสุดมาให้ทุกคนได้อ่านกันครับ

🔵 "Apple Intelligence" ขุมพลังใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการจับมือกับ Gemini

Apple เผยว่าระบบรันบนโมเดลแบบ On-device เจเนอเรชันที่ 2 ที่ไม่ได้มีแค่ Apple Foundation Models เท่านั้น แต่ยังมีการประกาศความร่วมมือกับ Google Gemini เพื่อขยายขีดความสามารถอีกด้วย

จุดเด่นของระบบนี้คือการใช้ดัชนีแบบ Semantic ผ่าน Spotlight ในการทำความเข้าใจ "บริบทส่วนตัว" (Personal Context) ผสานรวมกับความสามารถในการ "รับรู้ข้อมูลบนหน้าจอ" (On-Screen Awareness) ทำให้ AI ของ Apple สามารถดึงข้อมูลข้ามแอปพลิเคชัน และทำงานร่วมกับข้อความ, เสียง หรือรูปภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอได้แบบเรียลไทม์

🔵 การพลิกโฉม "Siri AI" ดีไซน์ใหม่และโหมดกล้องสุดล้ำ

การรอคอยสิ้นสุดลง เมื่อ Siri ได้รับการยกเครื่องครั้งใหญ่บน iOS 27 และระบบปฏิบัติการอื่นๆในเครือของบริษัท

ลาก่อนเอฟเฟกต์ขอบจอหลากสี เพราะ Siri AI จะมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่เป็น Dark Theme ขยายตัวโต้ตอบออกมาจากแถบ Dynamic Island (สามารถเรียกใช้งานโดยปัดลงจาก Dynamic Island ได้เลย)

Siri Mode ในแอปกล้อง (Camera) เป็นฟีเจอร์เด็ดที่เพิ่มโหมด Siri เข้ามาในกล้องโดยเฉพาะ คุณสามารถหันกล้องไปที่บิลค่าอาหารให้ Siri ช่วยคำนวณหารค่าใช้จ่าย หรือหันกล้องไปที่โปสเตอร์งานคอนเสิร์ตเพื่อให้ระบบดึงข้อมูลเพิ่มลงในปฏิทิน (Calendar) แบบหลายอีเวนต์ได้ทันที

และไม่ใช่แค่เปลี่ยนเสียงพูด แต่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งความเร็ว (Pace) และการแสดงอารมณ์ (Expressivity) ของเสียง Siri ได้ เพื่อให้ดูเป็นมนุษย์และเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

🔵 ประสบการณ์ใหม่บน Mac และ Vision Pro

บน Mac นั้น Siri จะมีแอปเฉพาะ ผสานการทำงานเข้ากับ Spotlight และมาพร้อมไอคอนบน Menu Bar แบบโมโนโครมสีเดียว ส่วนบน Apple Vision Pro จะมาในรูปแบบของ "ลูกแก้วลอยได้" (Floating Orb) ที่เราสามารถจ้องมองเพื่อเรียกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยปาก

🔵 ฟีเจอร์ AI อื่นๆ ที่เสริมแกร่งให้แอประบบ

Apple Intelligence ยังนำความฉลาดมาใส่ในแอปพลิเคชันพื้นฐานต่างๆ อย่างครบครัน เช่น

Image Playgrounds และเครื่องมือแต่งภาพ

โดยแอปใหม่นี้จะเน้นใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์หรือยกระดับรูปภาพของคุณเอง เช่น การทำ Contact Posters รวมถึงฟีเจอร์ในแอป Photos อย่าง Clean Up (ลบสิ่งที่ไม่ต้องการ), Extend (ขยายสัดส่วนภาพ) และ Reframe (จัดองค์ประกอบใหม่)

Safari เพิ่มฟีเจอร์จัดกลุ่มแท็บอัตโนมัติตามหัวข้อ (Topic) ที่อัปเดตแบบเรียลไทม์เวลาเราท่องเว็บ และระบบ "Notify Me" ที่เราสามารถสั่งงานด้วยภาษาพูดเพื่อให้ Safari แจ้งเตือนเมื่อหน้าเว็บนั้นๆ มีการเปลี่ยนแปลง

Phone และ Passwords โดยแอปโทรศัพท์สามารถดึงบริบทจากการโทรได้ เช่น ดึงหมายเลขเที่ยวบินขึ้นมาให้ทันทีที่เราโทรติดต่อสายการบิน ส่วนแอป Passwords ก็สามารถกดอัปเดตรหัสผ่านหลายๆ เว็บไซต์ได้พร้อมกันในคลิกเดียว

🔵 แต่ทั้งหมดนี้มีข้อจำกัดสำคัญ !!! โควตาการใช้งาน, ยังไม่รองรับใน EU / จีน และยังไม่มี "ภาษาไทย"

แม้ฟีเจอร์จะดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่มีข้อมูลว่า

จำกัดลิมิตการใช้งานรายวัน โดยฟีเจอร์ AI บางส่วนจะมีการจำกัดปริมาณการใช้งานต่อวัน (Daily Limits) แต่สำหรับผู้ที่สมัครสมาชิก iCloud+ จะได้รับโควตาการใช้งาน AI ที่สูงกว่าผู้ใช้ฟรี

ไม่รองรับใน EU, จีน และ "ภาษาไทย"

Siri AI จะเริ่มเปิดให้ทดสอบแบบ Beta ในช่วงปลายปีนี้ 

​สำหรับเรื่องภาษาที่รองรับใน Apple Intelligence และ Siri AI ได้มีการประกาศรายชื่อกลุ่มภาษาที่จะรองรับอย่างเป็นทางการออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยมีทั้งหมด 16 กลุ่มภาษา ดังนี้

​English (อังกฤษ)

​Danish (เดนมาร์ก)

​Dutch (ดัตช์)

​French (ฝรั่งเศส)

​German (เยอรมัน)

​Italian (อิตาลี)

​Japanese (ญี่ปุ่น)

​Korean (เกาหลี)

​Norwegian (นอร์เวย์)

​Portuguese (โปรตุเกส)

​Chinese (Simplified - จีนตัวย่อ)

​Spanish (สเปน)

​Swedish (สวีเดน)

​Chinese (Traditional - จีนตัวเต็ม)

​Turkish (ตุรกี)

​Vietnamese (เวียดนาม)

ซึ่งแปลว่า ระบบจะยังไม่รองรับการใช้งาน "ภาษาไทย"

นอกจากนี้ ด้วยข้อกังวลด้านกฎหมายการผูกขาดและการควบคุมข้อมูล Apple ยืนยันว่าระบบทั้งหมดนี้ จะยังไม่เปิดให้บริการในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) และประเทศจีน ในช่วงแรกของการเปิดตัวครับ

🔵 นอกจากนี้ยังมีการปรับโฉม iOS 27 ดีไซน์ใหม่ด้วย "Liquid Glass"

​ในฝั่งของการปรับปรุง UI ที่ไม่ได้ใช้ AI ใน iOS 27 มีการเพิ่มฟีเจอร์ Transparency Slider (แถบเลื่อนปรับความโปร่งใส) สำหรับผู้ที่ต้องการปรับแต่งความใสของหน้าต่างแทนที่จะเป็นกระจกทึบๆ แบบเดิม 

นอกจากนี้ยังมีการปรับดีไซน์ไอคอนแอปพลิเคชันใหม่โดยใช้เลเยอร์แบบ Liquid Glass ซ้อนทับลงไปบนไอคอน ทำให้ดูมีมิติและคมชัดมากขึ้น ซึ่งดีไซน์นี้ยังครอบคลุมไปถึงการอัปเกรดแถบ Sidebar บนระบบปฏิบัติการ macOS 27 Golden Gate ให้เป็นสีเดียวกันและปรับสัดส่วนอัตโนมัติอีกด้วย

🔵 iPhone รุ่นไหนได้ไปต่อใน iOS 27

​ข่าวดีสำหรับผู้ใช้รุ่นเก่า! Apple ประกาศว่า iPhone 11 Series (iPhone 11, 11 Pro, 11 Pro Max) และ iPhone SE (รุ่นที่ 2) จะยังได้ไปต่อใน iOS 27 อย่างน้อยอีก 1 ปีครับ โดยเปิดให้นักพัฒนาโหลดเวอร์ชัน Beta ได้ตั้งแต่วันนี้ และจะเปิด Public Beta ในเดือนหน้า ส่วนรุ่นที่รองรับ Siri AI และ Apple Intelligence จะใช้ได้ตั้งแต่ iPhone 15 Pro Series หรือใหม่กว่าขึ้นไปเท่านั้น

Source : 9to5Mac
Article By : โลกไอทีวันนี้  

โลกไอทีวันนี้

อัพเดทข่าวสารวงการไอทีแบบรวดเร็วทันใจ ช่องทางอื่นๆ www.facebook.com/worldittoday

Post a Comment (0)
Previous Post Next Post